วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประวัติ พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ


  ประวัติ พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ                             (ผู้จัดทำ พระวีระเวทย์ อภิปญฺโญ)[1]
วัดไตรสิกขาทลามลตาราม 
อำเภอคำตากล้า  จังหวัดสกลนคร

                    พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ  เป็นพระนักปฏิบัติ พระนักเทศน์ พระนักปราชญ์ แห่งภาคอีสานรูปหนึ่งที่ควรศึกษาถึงชีวประวัติและผลงานของท่านเพราะเป็นพระผู้เสียสละอุทิศตนทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงดังนั้น เพื่อให้ง่ายต่อการนำเสนอ จึงแบ่งการศึกษาชีวประวัติของพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ  ดังนี้
                    ชีวประวัติและพี่ร่วมสายโลหิต  พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ  มีนามเดิมว่า สมภพ  นามสกุล  ยอดหอ  เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ เดือนพฤษภาคม  .. ๒๔๙๒ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) ณ บ้านแพด ตำบลบ้านแพด  โยมบิดาชื่อ จูม  นามสกุล  ยอดหอ โยมมารดาชื่อ สอน นามสกุล ยอดหอ
มีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ทั้งหมด  ๑๒  คน  คือ
.   นายสุพจน์              ยอดหอ
.  นางบังเรียน          ยอดหอ
.  นายวิจิตร             ยอดหอ
.  ไม่ทราบชื่อ             (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
.  พระอาจารย์สมภพ    โชติปญฺโญ
.  ไม่ทราบชื่อ             (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
.  ไม่ทราบชื่อ           (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
.  นางประมวล                     พันธ์เสนา
.  ไม่ทราบชื่อ              (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
๑๐. นายบุญโฮม             ยอดหอ
๑๑. ไม่ทราบชื่อ          (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
๑๒. ไม่ทราบชื่อ          (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
                 ครอบครัวของพระอาจารย์สมภพ  โชติปญฺโญ  มีต้นกำเนิดที่บ้านนาผาง  อำเภอตระการพืชผล  จังหวัดอุบลราชธานี  เมื่อครอบครัวประสพกับภาวการณ์หาเลี้ยงชีพที่ขัดสน  โยมบิดาและโยมมารดาของท่านจึงได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่บ้านวังชมพู  ตำบลแพด  อำเภอคำตากล้า  จังหวัดสกลนคร
เป็นที่น่าสังเกตว่าการอพยพครอบครัวมาที่จังหวัดสกลนครนั้นก็เพื่อให้บุตรธิดามีชีวิตที่สดใส  คล้ายๆกับเป็นนัยยะว่า บุตรชายจะได้เป็นประทีปธรรมที่ส่องแสงสว่างแก่บุคคลผู้มืดมนในกาลข้างหน้า  เมื่อพ่อจูมและแม่สอนได้เล็งเห็นพื้นที่เหมาะแก่การประกอบอาชีพแล้วจึงได้อพยพครอบครัวมาที่บ้านวังชมพู  จนถึงปัจจุบันนี้
โยมบิดาของท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ เมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ ท่านเป็นผู้มีจิตใจใฝ่ในทางธรรม  ปฏิบัติตนเองตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา  เช่น การไปทำบุญตักบาตร  รักษาศีล  ๕ และอุโบสถศีล ในช่วงเข้าพรรษา เป็นต้น  ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่และอุดมการณ์ของพุทธศาสนิกชนที่พึงปฏิบัติ  เมื่อท่านเลี้ยงดูบุตรธิดาจนเติบโต  สามารถเลี้ยงชีพ ด้วยตนเองได้แล้ว  ท่านจึงได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา อาศัยอยู่กับหลวงปู่ชา สุภทฺโท ได้รับนามฉายาว่า สุจิตฺโตซึ่งแปลว่า  ผู้มีจิตดี หรือ มีความคิดดี  หลวงพ่อจูม  สุจิตฺโต  ได้ดำเนินชีวิตในเบื้องปลายที่พอเพียงกับสมระวิสัย เป็นคนพูดน้อย  สันโดษ  ตั้งใจบำเพ็ญกรรมฐานอย่างมุ่งมั่นจนมรณภาพ ในปี พ.. ๒๕๓๙ ที่วัดนิพเพธพลาราม  ตำบลบ้านแพด  อำเภอคำตากล้า  จังหวัดสกลนคร  โดยอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของพระอาจารย์สมภพ  โชติปญฺโญ ซึ่งเป็นทั้งประธานสงฆ์และบุตรชาย  ก่อนที่หลวงพ่อจูม  สุจิตฺโต  จะมรณภาพ ท่านได้ทิ้งมรดกธรรมไว้ให้แก่อนุชนได้คบคิดดังนี้“ที่สิ้นสุดของกาย คือสิ้นลมหายใจ ที่สิ้นสุดของจิต คือ ตัวเราไม่มี ของเราไม่มี”
เมื่อใดพรหมวิหารของเรายังไม่ครบสี่ เมื่อนั้นเรายังวุ่นวายอยู่ เพราะยังวางมันไม่ลง  ปลงมันไม่ได้
“คนเราเป็นทุกข์ อยู่กับธาตุสี่เพราะยังไม่เห็นธาตุรู้  รู้อย่างเดียวไม่สุข  ไม่ทุกข์”“จิตนั้นมันคือ (เหมือน) น้าม (น้ำ)  น้ามมันชอบไหลลงทางต่ำ  ถ้าคนสะหลาด (ฉลาด) กั้นมันไว้  มันก็จะไหลขึ้นที่สูง” ส่วนโยมมารดา คือ แม่สอน  ยอดหอ  ก็ได้ดำเนินชีวิตเฉกเช่นสามีและบุตรชาย มีการทำบุญตักบาตร  รักษาศีล  ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่โอกาส จนเป็นที่รู้จักของเพื่อบ้านในตำบลแพด จึงถึงปัจจุบัน

ชีวิตก่อนออกบวช
                    พระอาจารย์สมภพ  โชติปญฺโญ  เมื่อครั้งยังเยาว์วัยเป็นเด็กที่ระลึกชาติได้ เมื่ออายุได้  ๔ ปี ได้รบเร้าบิดามารดาให้พากลับไปยังบ้านเกิดเดิมที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อไปถึงท่านก็ทักทายคนแก่เหมือนกับเป็นรุ่นเดียวกันโดยใช้คำพูดว่ากู  มึงทำให้เป็นที่แปลกใจของคนทั่วไป สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่าท่านจำเรื่องราวในอดีตได้ คือ ท่านถามถึงเหล็กขอ ที่ใช้บังคับช้างที่ท่านเคยในอดีตและเก็บไว้บนหิ้งพระถามใครก็ไม่มีใครรู้ทุกคนจึงบอกให้ท่านค้นหาเองท่านก็เจออยู่ที่เดิมบนหิ้งพระ คนทั่วไปจึงเชื่อว่าท่านระลึกชาติได้เพราะชาติก่อนท่านเป็นคนเลี้ยงช้าง ครั้นเมื่อเติมโตถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียน ท่านพระอาจารย์ก็ได้รับการศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่    ตามยุคของการศึกษาในขณะนั้น เมื่อจบการศึกษาแล้วท่านก็ได้ทำงานช่วยบิดามารดา แล้วท่านก็ได้ไปเป็นนักมวย เพื่อหาประสบการณ์ชีวิต  เพราะการศึกษาในยุคนั้นยังลำบากไม่มีความเจริญด้านสื่อและอุปกรณ์ทางการศึกษาเหมือนปัจจุบันนี้ ได้รับการศึกษาจบชั้นประถม ๔ ก็นับว่ามีการศึกษาสูงแล้วรัฐไม่ได้บังคับให้ศึกษาดังปัจจุบันนี้ แต่ถึงกระนั้นท่านพระอาจารย์สมภพ  โชติปญฺโญ  ก็มิได้ย่อท้อได้พยายามพากเพียรจนสามารถนำความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาแค่ชั้นประถม ๔ และประสบการณ์ในชีวิตมาถ่ายทอดให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา

การบรรพชา
                    พระอาจารย์สมภพ  โชติปญฺโญ  ได้รับการปลูกฝังคุณธรรม  จริยธรรม  หลักคำสอนในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่รุ่นทวด  เพราะต้นกำเนิดบรรพบุรุษของท่านยึดมั่นในการทำบุญ ปฏิบัติธรรม  รักษาศีล  เป็นประจำ  จึงนับได้ว่าเป็นครอบครัวที่เป็นสัมมาทิฎฐิที่ใฝ่ในการปฏิบัติในครองแห่งสัมมาปฏิบัติ  มีความใกล้ชิดและซาบซึ้งในหลักคำสอน  ดังนั้น เมื่อท่านพระอาจารย์  จบการศึกษาในระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ แล้วท่านก็ได้เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าเข้าบรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนาเพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนอย่างจริงจัง
เมื่อสามเณรสมภพ  ยอดหอ  ได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรแล้วก็ได้ศึกษาหลักคำสอนและฝึกหัดปฏิบัติธรรม ศึกษาเล่าเรียนตามโอวาทของพระอุปัชฌาย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ศึกษา
.  ท่องบทสวดมนต์ หรือเจ็ดตำนาน  สิบสองตำนาน
.  ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม
๓. ได้ปฏิบัติธรรมจนมีสมาธิถึงขั้นไหนไม่ทราบ ท่านบอกว่ามันมีความรู้สึกเย็นๆ เย็นไปทั้งเนื้อทั้งตัว มีความรู้สึกว่า เหมือนมีฝนโปรยลงมาค่ายดอกไม้ไฟโดนเนื้อตัวท่าน แต่ว่ามันเย็นมากๆเลย ตอนนั้นท่านบอกว่า ก็ไม่รู้เรื่องว่าเป็นเพราะเหตุอะไร?
จนท่านได้อุปสมบทแล้วมาปฏิบัติอีกครั้งหนึ่งถึงรู้ว่ามันเป็นสภาวะธรรมที่ ผู้ปฏิบัติทุกคนจะพึงเข้าถึง เป็นสมาธิขั้นพื้นๆ ไม่ได้วิเศษอะไรมาก แต่ท่านก็อยากให้ผู้ปฏิบัติใหม่ทุกคนเข้าถึงนั้น เพราะมันเย็นมากๆ และเย็นอย่างมีความสุขจริงๆ

ก่อนอุปสมบท
                    เมื่อท่านบรรพชาเป็นสามเณรได้ประมาณ    ปี ท่านก็ได้ลาสิกขาบท เพื่อไปประกอบสัมมาอาชีพ ตามวิถีชีวิตของคนบ้านนอก ต่อมาในช่วงที่ทำให้ชีวิตต้องเปลี่ยนไป คือท่านชอบชกมวยมาก และไม่เคยแพ้ใคร สุดท้ายท่านแพ้เพราะไปรับแบกน้ำหนักเขาถึง ๑๐ ก.ม. ท่านก็สู้อย่างเต็มที่จนหน้าตาพกช้ำดำเขียว โซมกลับมาบ้าน พ่อของท่านเห็นอาการเช่นนั้น จึงถามว่าไปทำอะไรมา ท่านก็ไม่ได้โกหก บอกไปตรงว่า ไปชกมวยมา พ่อได้ยินเช่นนั้นก็โกรธขึ้นเป็นฟืนเป็นไฟ ด่าท่านว่า ลูกไม่รักดี คนอื่นเขาดีหมด มีแต่เอ็งคนเดียวเกเร มีแต่กินเทียวเตร่ กินเหล้าเมายา ไม่เคยทำให้พ่อแม่ภูมิใจเลยชักครั้ง ไปเลย!! จะไปตายที่ไหนก็ไป” ตอนนั้นท่านเสียใจมาก ส่วนแม่ก็เป็นห่วงจึงเข้าไปอาการในห้องนอน ท่านยังไม่หลับแต่ก็แกร่งทำเป็นหลับ พอแม่เห็นหลับอยู่จึงไม่รบกวน ได้แต่รำพึงรำพันธ์ด้วยความสงสารลูก ท่านนอนฟังแม่รำพึงอยู่  พอแม่ออกไปแล้วท่านคิดไปว่า..จะจัดการกับชีวิตของเรานี้อย่างไรหนอ สุดท้ายท่านตัดสินใจขายหมูน้อยคู่หนึ่ง เพื่อไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ช่วงวันหยุดท่านไม่ไปที่ไหนอยู่แต่ในห้อง พอเพื่อนๆเห็นท่านวันๆไม่ไปไหนเลย จึงชวนไปทำกิจกรรมที่โบสถของศาสนาคริสต์ด้วยกัน ตอนแรกก็ไม่อยากไป แต่เพื่อนเป็นห่วง ก็ลบเร้าให้ด้วยกันต่อมาก็ไปด้วยกันเป็นประจำและได้ศึกษาถึงคัมภีร์ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์ด้วยถึงขั้นอยู่ในระดับแนวหน้า  จนกระทั่งผู้นำศาสนา (หลวงพ่อหรือบาทหลวง) เขาแววผู้นำในตัวท่าน จึงยื่นข้อเสนอให้ท่านรับเป็นบาทหลวง แต่ท่านก็ไม่รับ ท่านได้รับเชิญให้รับการแต่งตั้งเป็นบาทหลวง หลายต่อหลายครั้ง จนในที่สุดท่านก็รับปากรับคำเชิญเพื่อเข้าประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อท่านจะเข้าพิธีล้างบาปเพื่อเป็นบาทหลวง  ก็เกิดเหตุอัศจรรย์คือน้ำที่จะใช้ในการประกอบพิธีไว้อย่างดีแล้วได้เหือดแห้งไป ตอนนั้นท่านมีความรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นรางบอกเหตุว่า เหมือนมีอะไรในชีวิตกำลังจะหายไป ทำให้ท่านใจหายจนขนลุก และหวนคิดถึงบ้านขึ้นมาทันที ตั้งแต่ออกจากบ้านก็ไม่ได้ติดต่อกับทางบ้านเลย  ส่วนบาทหลวงก็นัดเลื่อนไปโอกาสหน้าให้ค่อยทำพิธีใหม่ แต่จากนั้นท่านก็ไม่ได้ไปอีกเลย แล้วท่านก็กลับมาเยี่ยมบ้านที่สกลนคร แม่ท่านบอกว่า พ่อไปบวชแล้วอยู่อุบลราชธานี ที่วัดหนองป่าพง (วัดของหลวงปู่ชา สุภทฺโท) ท่านเลยตามไปเยี่ยมพ่อที่อุบล พอไปถึงท่านก็แปลกใจเมื่อเห็นพ่อปฏิบัติธรรมผอมๆ ฉันข้าวมื้อเดือน ในภาชนะอันเดียว ก็เลยไปกราบ นำปัจจัยใส่ซองถวายพ่อไป ๓,๐๐๐ บาท และนำผ้าไตรจีวรมาด้วยเพื่อจะถวายหลวงปู่จูม แต่หลวงปู่ไม่รับ แต่บอกว่า สิ่งที่ลูกโหยหิวอยู่นั้นพ่ออิ่มพอแล้ว หลวงปู่รับแล้ว บอกว่าผ้าที่ใช้ก็ยังดีอยู่ พระวินัยให้ถือผ้าครองแค่ ๓ ผืน หลวงปู่แนะนำให้ถวายเข้าเป็นของกลางสงฆ์ ก็จะได้บุญมากเพราะถ้าพระรูปไหนต้องการหรือผ้าเก่าหรือผ้าขาด ก็จะได้เบิกนำไปเปลี่ยนผ้าเก่าที่ขาดนั้น แล้วปรารภว่า ลูกทุกๆคนเขาเป็นคนดี ไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ และเขาก็บวช แต่เธอทำทุกอย่างแล้วก็ไม่ยอมบวชอยู่คนเดียว ลูกก็ควรจะบวชด้วยนะชักพรรษาหนึ่ง ในคืนนั้นก็ปรารภกับหลายเรื่องเนื่องจากไม่ได้พบกันนาน พอถึงตอนเช้ามา พระก็เตรียมตัวออกไปบิณฑบาต ช่วงนั้นมีชาวต่างชาติสนใจปฏิบัติธรรมอย่างมาก จนได้ขยายสาขาออกหลายสาขา และมีสร้างวัดนาๆชาติ ไว้ให้เป็นที่ลองรับชาวต่างชาติด้วย ที่มาบวชอยู่กับหลวงปู่ชา พอสายมาหน่อยก็เห็นพระฝรั่งฉันข้าวในบาตร ซึ่งฉันมื้อเดียวสายๆ ท่านก็ยิ่งแปลกใจว่า เราเป็นชาวพุทธพ่อแม่พาถือพุทธศาสนา กลับไปถือศาสนาคริสต์ แต่ฝรั่งพ่อแม่พาถือศาสนาคริสต์กลับมาถือศาสนาพุทธ และยังมาบวชเพื่อปฏิบัติธรรมในประเทศไทยอีกด้วย แล้วจะใครจะได้กำไลใครจะขาดทุนกันแน่ จึงเข้าไปถามว่า ท่านกินอย่างนั้นมันอร่อยหรือ” ส่วนพระฝรั่งจึงตอบว่า “ไม่กินให้อร่อย” พระฝรั่งตอบช้าๆ อย่างมีสติ เป็นภาษาไทยปรนลาว ท่านก็ยิ่งแปลกใจเข้าไปอีก เพราะท่านถามเป็นภาษาอังกฤษ แล้วท่านก็ถามต่อไปอีกว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านกินเพื่ออะไร” พระฝรั่งจึงตอบว่า “กินเพื่อให้ชีวิตตั้งอยู่ได้ เพื่อพฤติธรรม” ท่านก็นึกในใจว่า คำพูดอย่างนี้ไม่เคยได้ยินผู้ใดพูดให้ฟังมาก่อน ก็เลยถามต่อว่า “ท่านกินอย่างนั้นไม่ทำให้เสียท้องหรือ” พระฝรั่งจึงถามคืนว่า “กินอย่างไร” พระฝรั่งถามคืน พระอาจารย์ตอบ “ก็กินอย่างที่เอาปรนกันหมดในบาตรนี่” พระฝรั่งจึงพูดเป็นภาษาบาลีว่า “อนฺญาภุนฺเช น ญาเปนตํ กาเมสุ อนฺนบฺเปกคินนฺติ แล้วแปลให้ฟังว่า บริโภคอาหารอันเจือปรนกันยังอัตภาพให้เป็นไปไม่อาลัยกับความอร่อย ไม่เสียท้อง แล้วคุณกินที่บ้านไม่เสียท้องหรือ” พระฝรั่งถามพระอาจารย์คืน พระอาจารย์จึงบอกว่า“กินที่บ้านไม่ได้กินอย่างนี้ เพราะเอามารวมๆกัน ที่บ้านอยากกินอะไรค่อยยิบกินทีละอย่าง อยากกินถ้วยไหนจานไหนค่อยตักกิน ไม่ได้กินประปรนกันอย่างนี้” ส่วนพระฝรั่งจึงตอบคือว่า “กินทีละอย่างก็ไปรวมกันในที่แห่งเดียว”  ทำให้ท่านพระอาจารย์สมภพ พอใจกับคำตอบของฝรั่งมากที่ได้สนทนาธรรมกับพระฝรั่งพอควร ท่านเกิดศรัทธาแล้วคิดว่า อยากจะทำบุญ เพราะไม่เคยทำบุญ ได้เงินมามัวแต่ไปกินเหล้าสิ้นเปลืองเงินไปไม่น้อยเลย ก่อนจะกลับท่านจึงถามหลวงปู่ว่า อยากจะทำบุญตอนนี้จะทำอย่างไร หลวงปู่จึงถามว่าจะบุญนั้นมีงบประมาณเท่าไร? หลวงปู่ถามไปว่าทำได้ไหมกุฏิกรรมฐาน เพื่อให้พระท่านได้อาศัย เพราะกุฏิไม่เพียงพอให้พระท่านได้อาศัย ขนาดเท่านี้ ท่านชี้ไปที่กุฏิหลังไม่เล็กไม่ใหญ่พอประมาณมีห้องน้าในตัว ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณ ๗,๐๐๐ บาท ท่านก็บอกว่าสามารถทำได้  ท่านจึงให้ช่างมาเริ่มทำได้เลย แต่สร้างยังไม่เสร็จท่านจึงจ่ายค่าแรงให้ช่างไว้แล้วที่เหลือจะส่งมาให้ทีหลัง เพราะต้องกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นบุญหรือบาปกรรมกันแน่ ขณะที่นั่งรถกลับไม่ทันถึงกรุงเทพฯ ก็เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันรถที่ท่านนั่งได้เกิดเสียหลักพลิกลงข้างทาง มีคนเสียชีวิตถึง ๒๑ คน สมัยเดียวกับมิตรชัยบันชาตกเครื่องบิน และบาทเจ็บอีกมาก ส่วนท่านก็บาทเจ็บไม่น้อยเหมือนกัน จนถึงกับไปฟื้นที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าท่านม้ามแตก และได้นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลอุบลนั้น ท่านก็นอนคิดไปต่างๆ นาๆว่า เมื่อก่อนนี้ไม่เคยเกิดเหตุกาลอย่างนี้ แต่พอมาทำบุญกลับเกิดประสบอุบัติเหตุขึ้นอย่างนี้ สงสัยเป็นเพราะพระเจ้าลงโทษหรือป่าว เพราะได้ศึกษาคำภีร์ไบเบิ้ลมามาก จึงคิดว่าพระเจ้าไม่พอใจจึงได้ลงโทษ ความคิดก็เริ่มสับสน จนม่อยหลับไปก็ฝันว่า มีพระมาบอกว่า ถ้าคุณอยากจะรู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ สิ่งที่ท่านค้างคาใจคุณ ไปหาหนังสือพระไตรปิฎกมาอ่าน อ่านให้หมดทุกซอกทุกมุมเหมือนคุณอ่านคำภีร์ไบเบิ้ล แล้วคุณจะเข้าใจเอง พอรู้สึกตัวขึ้นท่านมาก็หาปากกามาเขียนชื้อหนังนั้นไว้ เนื่องจากไม่เคยได้ยินมาก่อน พอได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ท่านก็ไปหาหนังสือพระไตรปิฎกตามวัดต่างๆ แต่ก็หายากไม่ค่อยจะมี พอดีไปเจอแต่หลวงปู่หลวงตาท่านก็ไม่ให้ แต่ก็บอกว่าให้ไปหาชื้อเอาเอง เพราะมันมีหลายเล่ม เขาขายกันเป็นชุด ท่านก็ไปหาแถวอุบลก็ไม่มี ท่านจึงได้ลงไปหาชื้อที่กรุงเทพฯ ท่านบอกว่า พอชื้อมาได้แล้ว ท่านยิกมาอ่านหน้าแรกเท่านั้น ท่านก็เข้าใจเรื่องความเกิดแก่เจ็บตาย และเรื่องบาปและเรื่องบุญว่า มีเหตุปัจจัยเกื้อหนุนกัน เพียงเท่านั้นท่านจึงตั้งใจอ่าน เพื่อศึกษาให้ลึกซึ้งอย่างเอาจริงเอาจัง ยิ่งอานก็ยิ่งสนุก จนบางครั้งเมื่ออ่านถึงเรื่องการปฏิบัติ ท่านก็วางหนังสือลงแล้วนั่งสมาธิ จนจิตได้ดิ่งลงพบกับความสงบ ท่านก็ดีใจอย่างบอกไม่ถูก?   พอมาวันหลังก็กลับทำไม่ได้เหมือนวันก่อน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นเพระเหตุอะไร 
                   ต่อมาท่านก็ไปสอบเพื่อไปทำงานต่างประเทศปรากฏว่า ท่านสามารถสอบผ่าน ท่านจึงได้นำพระไตรปิฎกขึ้นเครื่องบินไปอ่านที่ต่างประเทศด้วย ท่านก็ทำงานไปด้วยศึกษาพระไตรปิฎกไปด้วย ท่านได้อ่านบันทึกเสียงเอาไว้แล้ว เวลาขับรถไปตรวจงานท่านก็เปิดเทปที่บันทึกไว้ฟังไปด้วย กลับจากทำงานก็ปิดห้องอ่านศึกษาต่อ โดยไม่สนใจใคร ใครจะชวนไปเล่นที่ไหนก็ไม่ไป เรื่องเหล้าบุหรี่นั้นก็เลิกหมด สาวๆก็ไม่สนใจ ตั้งใจศึกษาพระไตรปิฎกอย่างเดียว มีช่วงหนึ่งท่านไปเจอคนไทยถูกโกงค่าแรง กินอยู่อย่างยากรำบาก นอนอยู่หมูหมายากกลับบ้านก็ไม่สามารถกลับบ้านได้ จนได้นั่งร้องให้อยู่เผอิญท่านไปเห็นเข้า จึงถามว่า “ท่านเป็นอะไรเพื่อนถึงได้นั่งร้องให้อยู่อย่างนี้” ได้รับคำตอบว่า “จักเว้าอียังข่อยฟังบ่ฮู้เรื่อง” ซึ่งท่านได้ถามเป็นภาษาอังกฤษ แต่พอได้ยินเขาพูดมาอย่างนั้น ท่านก็อุทานออกมาว่า “ภาษาอีพ่อข่อยตั้วนี่” ก็เลยถามไถ่เป็นภาษาพื้นบ้านว่าเป็นอยู่กันอย่างไร? ได้ความว่าเจ้านายไม่เคยจ่ายค่าแรกมาหลายเดือนแล้ว แม้ข้าวจะกินก็ยังไม่มี ท่านจึงชื้อข้าวปลาอาหารไปเยี่ยมพี่น้อง ถึงที่พักพอไปเห็นแล้วแทบน้ำตาไหลที่เห็นพี่น้องตกทุกข์ได้ยากอย่างนี้ ท่านจึงรับปากว่าจะพยายามให้ถึงที่สุดแต่อย่าหวังอะไรมากนัก ส่วนจะได้หรือไม่นั้น ท่านไม่ปากนะ หลังจากนั้นท่านก็เพื่อนมาเป็นล่ามแปลภาษาให้ เพื่อไปว่าความจนชนะผู้รับเหมาก็ยอมจ่ายเงินค่าแรงให้ และต่อมาอีกตั้งหลายครั้งที่ท่านช่วยคนไทย ที่ไปทำงานต่างแดนแต่ถูกโกง ท่านก็ไปช่วยจนพี่น้องคนไทยรู้จักกันโดยทั่วไปว่า ถ้ามีปัญหาอะไรให้ไปหาท่านพี่มหาสมภพช่วยนะ ท่านไม่ได้เป็นมหาหลอก แต่เขาตั้งฉายาให้ท่านเอง จนมีชื่อเสียงดังไปทั่ว พอมีเรื่องจะขึ้นโรงขึ้นศาล ผู้รับเหมาก็จะแจ้งตำรวจ ให้ไปจับท่านเข้าคุก พอสู้คดีแล้วท่านก็ชนะ แล้วกับเอาพวกรับเหมาเข้าคุกแทน เป็นอย่างนี้ถึง ๖ ครั้ง และท่านก็ภูมิใจว่า ท่านได้ช่วยพี่น้องคนไทยด้วยกัน ถึงจะติดคุก ก็ติดคุกเพื่อการกุศลไม่เป็นหลอก....
                   ท่านได้ไปทำงานยังต่างประเทศ  ประเทศชาอุฯ แถบอัฟริกา  ยุโรป  แถบตะวันออกกลาง  ถึง ๑๓  ประเทศ  รับผิดชอบเป็นหัวหน้ารับเหมาก่อสร้างถนน  และสนามบิน  ท่านก็ได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับการทำงานไปด้วยโดยใช้เวลานานถึง  ๑๑  ปี จนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง หลังจากนั้นท่านก็ได้รวบรวมปัจจัยจากค่าจ้างการทำงานมาชื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดบนเนื้อที่  ๕๐  ไร่ แล้วได้นิมนต์หลวงปู่จูมให้มาจำพรรษา ส่วนท่านก็อุปถัมด้วยการส่งจตุปัจจัยมาให้ในช่วงแรก ต่อมาท่านก็คิดถึงบ้านสงสารหลวงปู่ และนึกอยากจะบวช คือเกิดความคิดขึ้นมาว่า  การที่เราลงทุนไปสร้างวัดจะให้ได้ประโยชน์มากเราจะต้องบวช คงจะสมควรบวชได้แล้ว ซึ่งอายุก็มากถึง ๓๘ ปี เข้าแล้ว ถ้าไม่บวชตอนนี้ ตอนที่ใจอยากจะบวช ต่อไปกลัวใจของเองจะเปลี่ยนไปแล้วเลิกอยากบวชก่อน  เจ้านายเห็นท่านซึมเซาจึงถามถึงความอาการ  ท่านเลยบอกว่าคิดถึงบ้านอยากกลับบ้าน และจะขอลากลับบ้านด้วยแต่เจ้านายรักมากท่านมากไม่อยากให้กลับ เลยถามว่าท่านคิดถึงเมียท่านหรือ แต่ท่านบอกว่า ท่านไม่มีเมีย  เจ้าจึงถามว่าคนไทยเขาแต่งกันเท่าไหร่ จะเอาค่าแต่งงานให้ท่านกลับไป แต่งงานเสร็จแล้วค่อยมาทำงานต่อ แต่ท่านก็ไม่รับข้อเสนอนั้น  เพราะถ้าไปรับข้อเสนอนั้นแล้วคงไม่ได้บวชแน่ ในใจคิดว่ายังไงก็ต้องบวชให้ได้ คือ บวชๆ และบวช สุดท้ายท่านจึงตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วเดินทางกลับสู่มาตุภูมิเพื่อกลับมาบวชรับใช้พระศาสนาชักชาติหนึ่ง ถึงจะตายก็ไม่เสียดายชีวิตหลอก ชาตินี้จะขอถวายชีวิตให้กับพระพุทธศาสนา เพื่อทำหน้าที่ ศาสนทายาทจนถึงปัจจุบันนี้

การอุปสมบท
                    ท่านอุปสมบทเมื่อ ท่านมีอายุได้  ๓๘ ปี โดยท่านไปขออุปสมบทที่ วัดเนินพระเนาว์ จังหวัดหนองคาย  ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘โดยมี พระครูภาวนาปัญญาภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยได้ตั้งฉายานามของท่านว่า โชติปญฺโญ ซึ่งแปลว่า ผู้มีปัญญาอันโชติช่วงประดุจดวงประทีป
                   พิธีบวชของท่านไม่มีอะไรมาก ท่านบอกว่า ท่านชื้อบาตรและไตรจีวรไปเท่านั้นเอง และไปคนเดียวท่านบอกว่า ท่านเป็นนาคกำพร้า  ท่านเดินเวียนรอบโบสถได้รอบครึ่ง จึงมีแม่ชีมาร่วมเวียนด้วยสองสามคน
  หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านก็ได้ขออนุญาตหลวงพ่ออุปัชฌาย์ เพื่อเข้าปฏิบัติกรรมฐานเป็นเวลา ๑ ปี โดยไม่พูดคุยกับใคร นอกจากอุปัชฌาย์ของท่านเอง ท่านก็ตั้งใจนั่งสมาธิ ปฏิบัติกรรมฐานอย่างเอาจริงตลอดเวลา พออาจารย์สอบอารมณ์กรรมฐาน ถามคนโน้นนี้ว่าปฏิบัติถึงไหนแล้ว แต่ละคนแต่ละก็บอกว่า  เห็นแตกต่างกันไปต่างๆนาๆ พอมาถามอาจารย์สมภพว่า “เห็นอะไรบ้าง” พระอาจารย์บอกว่า “เห็นอะไรเลยครับ” อุปัชฌาย์ท่านก็ว่า ให้ตั้งใจปฏิบัติต่อไปเลื้อยๆ เพราะท่านศึกษามามาก จึงสงสัยมาก และเป็นอุประศักดิ์ในการปฏิบัตินิดหน่อย ต้องอดทนปฏิบัติให้หนักหน่อย  ท่านจึงรำพึงกับตัวเองว่า “กูไม่น่าศึกษามาก่อนเลย”  แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ ก็ตั้งใจปฏิบัติต่อ พอในพรรษาปีนั้น มีผู้ปฏิบัติวิประหลาดไปหลายคน ท่านจึงคิดว่าการปฏิบัติอย่างนี้ไม่เคยอ่านเจอในพระไตรปิฎกเลย แล้วท่านจึงเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติ มาลองใช้วิธีดูลมหายใจ คือ “อานาปานสติกรรมฐาน” ก็รู้สึกว่า การปฏิบัติก็ดีขึ้นเลื้อยๆ จนเพื่อนสหธรรมิก เห็นหน้าตาท่านผ่องใสดี จึงมาถามว่า ท่านปฏิบัติอย่างไร ตอนแรกก็ไม่อยากจะบอก เพราะไม่ปฏิบัติตามแนวของอาจารย์ท่าน กลัวอาจารย์ท่านต่อว่าเอา จึงขอคำมั่นสัญญาว่าไม่ให้ไปเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง โดยฉะเพราะอาจารย์อุปัชฌาย์  พระรูปนั้นเป็นนายดาบที่ปลดเกษียนแล้วมาบวช  พออาจารย์สมภพแนะแนววิธีปฏิบัติให้ ท่านก็ไปทำตามก็ได้ผลจนท่าน มีความรู้สึกเย็นและเย็นเอามากๆ จนหนาวทั่งๆ ที่ไม่ใช่ฤดูหนาว ส่วนคนอื่นก็เห็นหนาวอะไรเลย แต่หลวงตาดาบกับหนาวเอามากๆ จนได้นอนห่มผ้า เท่านั้นยังพอ ยังเอาหลอดไฟรูปน้ำเต้า มาวางไว้ที่หน้าอกอีก พร้อมกับสั่งเสียไว้ด้วย ฝากบอกลูกหลานของท่านด้วยนะ แต่อาจารย์สมภพบอกว่า ไม่เป็นอะไรหลอก มันเป็นสภาวธรรมเฉยๆ  หลังจากนั้นต่อมา ได้มีฝรั่งที่มาเที่ยวเมืองไทยได้เห็นเดินจงกม จึงเกิดความสงสัยว่า พระรูปนี้เดินหาอะไรหนอ หรือทำไมจึงเดินช้าๆ สังเกตอยู่นานจึงเข้าไปถามว่า ท่านทำไมจึงเดินช้าอย่างนั้น พระอาจารย์จึงตอบไปมีสติว่า เดินเพื่อศึกษาการเกิดดับของชีวิต  ทำให้ฝรั่งเกิดความสนใจอย่างมาก  ท่านจึงคิดว่ายืนพูดคุยอย่างนี้คงไม่เหมาะ จึงเดินกุฏิ ฝรั่งคนนั้นก็เดินตามไป พอถึงกุฏิก็ขึ้นไปนั่งสูงกว่าพระอาจารย์  พระอาจารย์จึงบอกว่า คุณขึ้นไปนั่งที่แห่งนั้นไม่เหมาะถ้าใครมาเห็นเขาจะว่าคุณได้นะ ฝรั่งก็เข้าใจจึงลงมานั่งข้างล่าง แล้วถามพระอาจารย์ว่า “ชาติหน้ามีไหม” พระอาจารย์จึงถามกับว่า “ทำไมจึงถามเช่นนั้น”  เขาจึงตอบว่า “เพราะเขาไม่เชื่อว่าชาติหน้าจะมีจริง” พระอาจารย์จึงถามคือว่า พรุ่งนี้มีไหม ฝรั่งก็บอกว่ามี  ท่านจึงตอบกลับว่า “พรุ่งนี้ก็เปรียบเหมือนชาติหน้า” ฝรั่งจึงถามต่อว่า “แล้วชาติก่อนล่ะ” พระอาจารย์จึงเปรียบเหมือนเมื่อวานอธิบายพอสมควรแล้วจึงถามว่าคุณนับถือศาสนาอะไร ฝรั่งคนนั้นบอกว่า “เขาไม่มีศาสนา  เขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยอะไรเขาได้  เขายืนอยู่ด้วยรำแข้งของเขาเอง” (จะมีฝรั่งอยู่ไม่น้อยที่คิดอย่างนี้) พระอาจารย์คิดแล้วว่า จะทำยังไงหนอจึงจะสามารถทำให้ฝรั่งคนนี้ หันมานับถือศาสนา ท่านจึงพูดขึ้นว่า “ท่านควรจะต้องมีศาสนานะ” ฝรั่งถามว่า “ทำไมล่ะ” พระอาจารย์จึงว่า จิตใจเหมือนเลือนร่าง ศาสนาเหมือนบ้านที่อาศัย ให้เป็นที่พักพิง ไม่จำเป็นเราอยากกินก็กิน อยากเที่ยวก็เที่ยวตามใจชอบ ดื่มเข้าไปเที่ยวเข้าไป พรุ่งนี้อาจไม่มีโอกาส การถือศาสนาไม่มีประโยชน์ พระอาจารย์จึงบอกว่า ถ้าคุณคิดอย่างนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิน่ะ ถ้าทั้งประเทศ หรือ ทั่วโลกคิดเหมือนคุณ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนไทยคิดเหมือนคุณ ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าคุณจะปลอดภัยไหม เมื่อออกจากวัดนี้ไป อาจมีคนมาปล้นจี่เอาทรัพย์ของคุณก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณจะเอาไหมล่ะ ฝรั่งอุทาน ร้องโอ่..โนแฮบส์ ไม่ชอบอย่างนั้นไม่เอา ท่านจึงว่า ถ้าอย่างจึงจำเป็นต้องมีศาสนา จากนั้นเขาถามพระอาจารย์ว่า รู้จักโลกเอดส์ไหม พระอาจารย์ว่าพอจะรู้บ้าง ฝรั่งจึงบอกว่า เขาติดเอดส์ หมอบอกว่าเขาจะอยู่ได้อีก ๔ เดือน พระอาจารย์จึงถามว่า แล้วมาทำไมที่เมืองไทย เขาจึงบอกว่า มาเที่ยวในช่วงสุดของชีวิต พอได้ยินเช่นนั้นพระอาจารย์ก็รู้สึกสลดใจ จึงเทศน์ให้ฟังแล้ว เขาก็ลากลับไปต่อวีซ่า แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ เชื้อ S.I.V. จึงจำเป็นต้องส่งตัวกลับทันที แล้วเขียนจดหมายกลับมาลาพระอาจารย์ แล้วพระอาจารย์ก็บันทึกเทปส่งกลับ เมื่อเขาได้ฟังแล้วก็ปฏิบัติตามก็พบกับความสุข และมีชีวิตอยู่ได้เกิน ๔ เดือน ที่หมอบอก และอยู่ได้ถึง ๔ ปีกว่า  พระอาจารย์สมภพ ตั่งใจว่าจะปฏิบัติอย่างน้อย ๓ ปี  แต่ก็ไม่ได้ตามวัตถุประสงค์พอครบปี  หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ก็ได้เรียกไปแปลธรรมะภาคภาษาอังกฤษ  เป็นเล่มเทศน์ให้ชาวต่างชาติฟัง  ทีแรกปฏิเสธท่าน ท่านก็ว่า  เรากินข้าวเขาอยู่เด้  ก็เลยต้องปฏิบัติตามหลวงพ่ออย่างขัดไม่ได้  ในช่วงนั้นชาวฝรั่งได้ให้ความสนใจจะปฏิบัติธรรมเพิ่มมีจำนวนมากขึ้น เป็นจำนวนมาก ต่อมาชาวไทยก็มีความประสงค์จะฟังธรรมและปฏิบัติธรรมมีจำนวนไม่น้อย  เข้าไปหาหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์จะนิมนต์ผมให้แสดงธรรมแก่ชาวไทยบ้าง มีชาวบ้านพูดว่า  พูดกับชาวฝรั่งก็ยังพูดได้  ทำไมไม่สั่งสอนคนไทยบ้าง  ก็เลยขัดศรัทธาญาติโยมไม่ได้ หลังจากนั้นท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ก็ได้รับภาระ ธุระ ให้กับพระอุปัชฌาย์ ด้วยการเทศน์เผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งในวัดเนินพระเนาว์  และในสถานที่ต่าง ๆ ตามโอกาสที่โยมมานิมนต์ หรือหลวงพ่ออุปัชฌาย์ท่านจะเรียกใช้
การปฏิบัติธรรม และการเผยแผ่พระพระพุทธศาสนา
หลังจากนั้นพระอาจารย์สมภพ  โชติปญฺโญ  ก็ได้ขออนุญาตจาก อุปัชฌาย์ เพื่อกลับมาบ้านอยู่กับหลวงปู่จูม   ผู้เป็นพ่อ คือที่ดินที่ท่านชื้อมาสร้างวัด ท่านตั้งชื่อว่า  วัดนิเพธพลาราม  ที่อยู่บ้านแพด อ.คำตากล้า  ท่านก็เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพัฒนาวัดไปด้วยการปลูกป่า จนชาวบ้านแถวนั้นตำหนิท่านว่า พระผีบ้า ปลูกแต่ต้นไม้ที่กินไม่ได้ ท่านก็โกรธ ไม่สนใจคำนินทาของชาวบ้าน ได้เงินจากที่มีผู้ศรัทธามาถวายก็ชื้อต้นไม้มาปลูกบ้าง ชื้อที่ดินขายวัดบ้าง ขุดสระพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำบ้าง เนื่องจากที่แห่งนั้นแล้งกันดานมาก น้ำจะกินจะใช้ก็ค่อยจะมี ช่วงแรกพระอยู่อย่างรำบากมาก พอท่านมาพัฒนาก็อุดมสมบูรณ์ขึ้นเลื่อยๆ และเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ไปร่วม งานวันนัดพบผู้ใฝ่ธรรมอย่างมาก เพราะผู้คนเดินทางไปร่วมงานถึงประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าคน ประมาณปี พ.ศ. ๓๗-๓๘-๓๙ ผู้ปฏิบัติธรรมก็ได้อาศัยรมไม้เป็นที่พักหลับนอน ปัจจุบันก็เป็นป่าที่สมบูรณ์ที่สุดในละแวกนั้น พระอาจารย์ได้ออกเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ โดยท่านอบรมสั่งสอนศิษย์ยานุศิษย์ที่วัดทุกๆเช้า และตอนเย็นเป็นประจำทุกวัน ยกเว้นท่านได้ออกไปเทศต่างจังหวัด ถือว่าเป็นงานหนักมากเลยทีเดียว แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน ต้องอาศัยนอนบนรถในขณะเดินเอา วันๆหนึ่งก็ร้อย หรือเป็นพันกว่ากิโลเมตร ไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง แต่ก็มีความสุขที่ได้รับใช้พระพุทธศาสนาและ พอใจที่ได้อนุเคราะห์พี่น้องญาติโยมที่มานิมนต์ ถึงจะใกล้จะไกลอย่างไรท่านก็ไป ไม่ว่างานนั้นโยมจะมากหรือก็ตาม ถ้างานนั้นไปแล้วเกิดประโยชน์แก่พี่น้องญาติโยม คือ งานนั้นต้องไม่มีการเลี้ยงกันด้วยสุรา หรือมหรสพครบงันที่มีแต่ความวุ้นวาย เพราะเป็นบุญที่ไม่ต้อง ท่านก็จะไม่ไป ถ้างานไหนที่รับแล้วถึงจะป่วยไม่สบายก็จะต้องไปให้ได้ พอกลับมาที่วัดก็จะต้องปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิร่วมอยู่กับศิษย์ยานุศิษย์ เพื่อเป็นกัลยาณมิตร อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ท่านก็ปฏิบัติอย่างมาตลอด...   
               มีช่วงหนึ่งฝรั่งมาเที่ยว ได้ฟังท่านเทศน์แล้วเกิดศรัทธา จึงขอบวชกับท่าน แต่ท่านไม่อยากบวชให้ เพราะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองเสียก่อน จึงถามฝรั่งว่า “คุณได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ หรือญาติผู้เกี่ยวข้อง หรือยัง” ฝรั่งคนนั้นจึงตอบว่า “ไม่จำเป็น เขาจะทำอะไรไม่เกี่ยวพ่อกับแม่ เขาตัดสินใจได้ด้วยตัวของเขาเอง” พระอาจารย์สมภพจึงว่า “อันนั้นเป็นเรื่องของคุณ แต่พุทธศาสนาไม่ใช่อย่างนั้น” แต่เขาก็ปรารถนาจะบวช พระอาจารย์จึงบวชให้ได้แค่เป็นเณร ถึงอย่างนั้นก็เอา ถือว่าเป็นเณรที่ตัวใหญ่สุดในประเทศ ซึ่งน้ำหนังเป็นร้อยกว่ากิโล และชอบสูบบุหรี่ พระอาจารย์บอกให้เลิกสูบบุหรี่ เพราะเป็นกฎของวัด เขาบอกว่าถ้าจะให้เลิกบุหรี่ให้เลิกกินข้าวเสียจะดีกว่า เจ็ดวันก็ได้ ฝรั่งพูดแบบทีเล่นทีจริง พระอาจารย์สมภพจึงยื่นข้อเสนอให้ว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เลิกมันทั้งอย่างจะดีไหม ลองดูชักเจ็ดวัน” ฝรั่งบอกว่าก็ดีเป็นความคิดที่ดี แล้วก็เริ่มปฏิบัติ  ฝรั่งก็ทำตามข้อ และปฏิบัติตามคำสอนของอาจารย์ทุกอย่าง ก็สามารถทำได้ คือสามารถเลิกบุหรี่ได้ นี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีชาวต่างชาติทั้งผู้ชายและผู้หญิงมาปฏิบัติกับท่าน ซึ่งก็มีมาเลื้อยๆ เป็นบางครั้งบางช่วงบ้างก็มีพระทางอินเดีย มาปฏิบัติแล้วก็พอใจไม่อยากกลับ หรือแม้แต่คนไทยเมื่อมาแล้วก็พอใจไม่กลับ แต่ก็ไปตามหน้าที่ของตัวเองที่ต้องรับผิดชอบ ชื้อเสียงของท่านก็ดังไปทั่ว รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เป็นนักปราชญ์ของชาวอีสาน บางคนก็รู้แต่ชื่อของท่าน ส่วนมากพอได้ยินเสียงท่านแล้วก็จะเกิดศรัทธา แล้วก็ตามมาหาที่วัดคืออยากมาเห็นตัวเป็นๆของท่าน เพราะได้ยิงเทปแต่เสียงของท่านเทศน์ในที่ต่างๆ ตามงานปริวาสกรรมบ้าง ตามงานปฏิบัติทั่วๆไปบ้าง ตามกระแสที่ได้ยินมาก็มีคนชอบการเทศน์ของมากไม่น้อยเลย ส่วนมากก็จะพูดออกมาในเดียวกันว่า ท่านเทศน์ดีนะ ฟังง่าย และยอมรับว่าท่านพูดได้หลายภาษา แต่ก็มีบ้างที่ไม่ชอบ ที่ไม่ชอบก็มีหลายสาเหตุด้วยกันคือ อาจไม่ชอบเพราะการเทศน์ของท่านไปขัดกิเลสของเขา ก็เลยไม่ชอบ...
ต้องใจเขาถึงความหมายของการเทศน์หรือ การสอนของครูบาอาจารย์ท่าน ไม่ใช่ว่าท่านไปเทศน์เพื่อให้ถูกใจทุกคน แต่ท่านเอาความจริงที่ได้จากศึกษามาไปเทศน์ให้ฟังเพื่อแนะนำและสั่งสอน ให้ได้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ให้ได้ยินในสิ่งที่ยังไม่ได้ยิน ให้เข้าใจในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ บางคนก็เข้าใจบางคนก็ไม่เข้าใจ ความจริงอาจถูกใจคน แต่อาจไม่ชอบใจของคนบางคน เช่น อย่างที่พระอาจารย์ท่านไปเทศน์นั้น ก็โดนไล้ลงจากธรรมมาสหลายครั้ง แม้แต่พระอาจารย์พยอม ก็โดนไล้ลงหลายต่อครั้งเหมือนกันแต่ท่านก็ไม่ยอมย่อท้อ ท่านก็สู้ต่อจนได้ชัยชนะ คือคนทั่วไปเขายอมรับความสามารถของท่าน บางทีที่ไม่ชอบก็เพราะไม่รู้จักตัวท่านดีพอ บางคนไม่ชอบเพราะไม่เคยไปสัมผัสกับตัวท่านเอง หรือไม่เคยไปที่วัดท่าน เลยไม่รู้ว่าการปฏิบัติของเป็นอย่างไร บางทีไปแล้วอาจไม่ชอบเพราะกฎระเบียบและวัตรปฏิบัติของวัดเข้มเกินไปเลยไม่ชอบ เช่น...

กฎระเบียบของพระภิกษุ-สามเณร  วัดไตรสิกขาทลามลตาราม
                    ๑.  ห้ามเสพสิ่งเสพติดทุกชนิด  เช่น  บุหรี่  หมาก  พลู  เป็นต้น
                    ๒.  ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มไปบริโภค หรือสะสมในที่อยู่ของตน
                    ๓.  ห้ามนำวัตถุมงคล  เครื่องรางของขลัง เดรัจฉานวิชา บอกใบ้ให้หวย ในที่แห่งนี้
                    ๔.  เมื่อสัญญาณฆ้องระฆัง หรือกิจของสงฆ์เกิดขึ้น ต้องพร้อมเพียงกันประชุม เลิกพร้อมกันด้วยความ-สามัคคี
                    ๕.  ห้ามสะสมเงิน และทอง หรือของที่ใช้แทนเงิน และทองไว้เป็นของส่วนตัว
                    ๖.  เมื่ออดิเรกลาภเกิดขึ้นภายในวัด หรือ ในนามของสงฆ์ ให้เก็บไว้เป็นของสงฆ์ ถ้าต้องการก็เบิกได้
                    ๗.  ห้ามคลุกคลี  พูดคุยเอิกเกริก  กับคฤหัสถ์ แม้ในเพื่อนบรรพชิตด้วยกัน (เว้นมีกิจที่ต้องทำร่วมกัน)
                    ๘.  ถ้ามีกิจต้องเดินทางไปที่อื่น ควรบอกให้สงฆ์ทราบล่วงหน้า จะไปได้กี่วันก็ควรอยู่ในมติสงฆ์
                    ๙ .  พระชั้น นวกะ  ห้ามเที่ยวไปตามลำพัง  เว้นแต่มีกิจจำเป็น หรือ ไปกับครูบาอาจารย์
                    ๑๐. ถ้ามีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นทั้งคู่จะต้องได้รับพิจารณาโทษจากสงฆ์สถานเดียว คือ ปัพพาชนียกรรม
 สำหรับอาคันตุกะวัตร
                    ๑๑.  พระอาคันตุกะที่จะมาค้างคืน และจะอยู่เพื่อศึกษาปฏิบัติธรรมต้องแสดงหนังสือสุทธิ ต่อคณะสงฆ์
                    ๑๒.  ผู้ที่จะมาอยู่หรือจะอยู่จำพรรษา ต้องมาล่วงหน้าเพื่อดูนิสัย (เว้นผู้ลาบวชชั่วคราว) 
                    ๑๓.  ในขณะที่ท่านอยู่ในฐานะอาคันตุกะ ท่านต้องปฏิบัติตามกฎของวัดที่มีอยู่แล้ว
                    ๑๔.  ถ้าท่านมีเจตนาล่วงละเมิดกฎนี้ ข้อใดข้อหนึ่งสงฆ์มีอำนาจพิจารณาโทษแก่ท่านตามสมควรแก่ความผิดนั้นๆ
**หมายเหตุ..สำหรับผู้ที่ต้องการบวชต้องอยู่เป็นนาคอย่างน้อย ๒ เดือนแล้วจึงจะบรรพชาเป็นสามเณรให้เมื่อคณะสงฆ์เห็นสมควรแล้วจึงจะทำการอุปสมบทให้ยกเว้นผู้ลาบวชชั่วคราว    
** เพื่อความตั้งมั่นและความเจริญในพระธรรมวินัยของ พระศาสดา ขอให้ทุกท่านปฏิบัติตามกฎ ด้วยความเคารพ *

                    สำหรับผู้บรรยายตามที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับตัวท่าน และเคยได้ไปปฏิบัติอยู่กับท่านมาแล้ว จึงกล้ายืนยันได้ว่าท่านอาจารย์สมภพถือว่า เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่างน่าเชื่อถือจริงๆ เพราะได้สัมผัสมาด้วยตนเอง
                   ท่านทุ่มเทให้กับพระพุทธศาสนาจริงๆ ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อหวังลาภสักการะ หรือ ยศฐาบรรดาศักดิ์แต่อย่างใดท่านได้ดำเนินตามรอยพระบาทพระศาสดาอย่างน่าศรัทธา  ท่านยอมทิ้งความสุข  ความสบาย  ที่ได้รับอย่างพรั่งพร้อมในชีวิตฆราวาส แม้แต่เงินเดือนก็มากกว่า เงินเดือนถึงสองสามเท่า โดยไม่มีความอาลัยในสิ่งเหล่านั้น หันหลังให้กับโลกที่เต็มไปด้วย กิเลสตัณหา อย่างไม่สนใจใยดี  ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉกเช่น พระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสด็จออกหนีจากพระราชวัง เพื่อค้นหาสัจจะธรรมท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร  สำนักแรกที่ท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ  ได้เริ่มการเผยแผ่ คือ วัดนิเพธพลาราม บนเนื้อที่ ๕๐ไร่ ที่ท่านได้มาซื้อไว้ด้วยน้ำพักน้ำแรง จากค่าแรงที่ไปรับจ้างในการทำงานของท่านเอง
ปัจจุบันท่านพระอาจารย์ได้ย้ายออกมาตั้งสถานที่ใหม่ เพื่อให้เหมาะกับการปฏิบัติ โดยห่างจากที่เดิม ๑๐ กิโลเมตร คือ วัดไตรสิกขาทลามลตาราม มีเนื้อที่  ๗๐๐ ๘๐๐ ไร่ เริ่มชื้อในช่วงแรกก็ประมาณ ๗๐ ไร่ แล้วก็ชื้อเพิ่มมาเลื้อยๆ ด้วยอุดมการณ์ที่ว่า...

เพียงแมกไม้ฉ่ำชื่นในผืนป่า                      เพียงธาราเจิ่งขังทั้งเย็นใส
เพียงเสียงสัตว์                                   เริงร้องก้องพงไพร
เพียงเพื่อให้ ผองมวลมิตร                   ใกล้ชิด พุทธธรรม

                    ด้วยเหตุนี้ เองพระอาจารย์จึงได้ตั้งสำนัก ไตรสิกขา ขึ้นโดยการปลูกป่าตามอุดมการณ์เนื้อที่ผืนป่าที่ปลูกแล้วกว่า  ๗๐๐   ถึง  ๘๐๐ไร่  ฉ่ำชื่นด้วยผืนป่า  แต่ธาราที่เจิ่งขังยังไม่พร้อม  ทางคณะสงฆ์จึงเห็นพ้องตรงกันว่าต้องขุดแหล่งน้ำ  นำดินที่ขุดขึ้นมากองเป็นภูเขาจำลอง ในพื้นที่ ๑๐๐ ไร่ เป็นฐานและทำเป็นชั้นๆ ชั้นละ๕ เมตร มีทั้งหมด ๘ ชั้น มีความหมายว่า พละ ๕ มรรคมีองค์ ๘ ชั้นบนสุดจะมี ๔๐ ไร่ และมีสระน้ำ เพื่อทำเป็นน้ำตก ให้ไหลลดหลั่นกันลงมาเลื้อยๆ จนถึงชั้นล่างสุด มีชื้อว่า ตุงควารีศรีวนาลัยไตรสิกขา และปลูกต้นไม้ให้ขึ้นมาปกคุมให้เขียวชอุ่ม “ก่อภูเขาขึ้นกอดฟ้าฉ่าวารี สายนทีตกจากฟ้ามาสู่ดิน” เป็นภูเขาอันสดชื่น สำหรับดูดฟ้าดึงฝน เหมือนคำโบราญว่า “ขุดน้ำบ่อ ก่อศาลา ย่อขาผู้เฒ่า ปลูกต้นไม้ ได้ซ่นฮมพังเงา” ได้บุญทั้งกลางวันกลางคืน หรือ “ปลูกดินปลูกป่า คือปลูกฟ้าปลูกฝน ปลูกศีลปลูกธรรม คือค้ำจุนโลกให้ร่มเย็น”ให้สมกับชื่อที่เป็นภาษาบาลีว่า ไตรสิกขาทลามลตาราม แปลว่า อารามอันทรงไว้ซึ่งความสดชื่น  สำหรับผู้บำเพ็ญไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ภาพภูเขาลูกย่อมๆอันเขียวสดชื่น ท่ามกลางความแห้งแล้งแห่งภาคอีสานประดับประดาไปด้วยภาพ  สระโบกขรณีนทีธาร  พร้อมทั้งอุทยานอันชื่นใจ  แมกไม้และผืนน้ำที่แผ่ล้อมลูกภูเขาพรั่งพร้อมไปด้วยปทุมชาติ  อันมายมากหลากสีบนผิวน้ำ ท่ามกลางสายลม แสงแดด ณ ภูมิภาคแห่งนี้จะเป็นเสมือนขุมทรัพย์กลางทะเลทราย จากพื้นดินถิ่นที่แห้งแล้งลำเค็ญ แต่ก็ยังทำไม่เสร็จ มีคนถามว่า อาจารย์จะทำได้หรือ พระอาจารย์จึงตอบว่า “จะทำได้ไม่ได้นั้น ไม่สำคัญขอให้ได้ทำ จะเสร็จหรือไม่ ก็ไม่จำเป็น ถ้าเราเสร็จก่อน (ตาย) ก็ให้คนอื่นทำต่อ เพราะก่อตั้งให้แล้ว”คือก็ให้ลูกศิษย์ลูกหาทำต่อไปให้ตามเจตนาลม อาจกลายเป็นแคว้นศักดิ์สิทธิ์แห่งจิตใจอาจจะเป็น (โอเอซิส) แห่งอีสานเป็นการสนับสนุนโครงการของรัฐบาลปัจจุบัน อันว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน  ทั้งน้ำท่วมน้ำแล้งช่วยได้ทั้ง ๒ ด้าน ขุดดินขึ้นได้สระน้ำ ทิ้งดินถมเป็นภูเขาปลูกต้นไม้ให้สดชื่น อุโภ อตฺเถ  อธิคณฺหาหิปณฺฑิโต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แล้วว่า บัณฑิตผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา ไม่ประมาทย่อมถือเอาประโยชน์ได้ทั้งสองทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ฟ้า ประโยชน์ดิน ประโยชน์ศีล ประโยชน์ธรรม ปลูกดงปลูกป่า คือ ปลูกฟ้าปลูกดิน ปลูกศีลปลูกธรรม ช่วยค้ำจุนโลกให้ร่มเย็น ขุดสระน้ำได้ภูเขาด้วย หล่อพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางตรัสรู้ ประทับบนภูเขาแล้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ในองค์พระปฏิมากร ภูเขากลายเป็นเจดีย์ที่มีคุณค่ามาก  ถึงจะมีมูลค่าน้อย  แต่มากไปด้วยคุณค่า  อย่างที่จะประมาณมิได้  พระพุทธรูปท่านเรียกว่าอุทเทสิกะเจดีย์ ภูเขาจากดินที่ขุดกลายเป็น อุทเทสิกะเจดีย์  เช่นเดียวกัน เพราะเป็น ภูเขาที่ประดิษฐานพระบรมารีริกธาตุ ยํ ฐานํ ชเนหิ อิฏฐกาทีหิ  เจตพฺพํ ตสฺมา ตํ  ฐานํ เจติยํติ สิ่งที่ก่อสร้างขึ้น สำหรับบรรจุสิ่งที่เคารพนับถือ สิ่งนั้นนับว่าเป็น (เจดีย์)  ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการสร้างสรรค์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยังเป็นการ
                    พัฒนาแบบบูรณาการ ครบรอบคอบคลุมเกือบทุกด้าน  เป็นการส่งเสริมด้านเกษตรกรรม ด้านธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ให้เกิดดุลยภาพ ทางธรรมชาติสิ่งแวดล้อมส่งเสริมด้านการศึกษาตามแนวทางของพุทธศาสนาให้ครบทั้งสามด้าน พฤติกรรม ศีล จิตใจ สมาธิ ขบวนการรับรู้ด้านปัญญา ไตรสิกขาในภาพรวม การขุดสระเก็บกักน้ำบริเวณนี้ จะเป็นการพัฒนา ต้นน้ำห้วยก้านเหลือง ผืนป่าที่ปลูกในอารามเกือบ ๔๐๐ไร่ได้รับน้ำ หล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอจะกลายเป็นเขื่อนสีเขียวช่วยดูดฟ้าดึงฝนให้เกิดความชุ่มชื่นสดชื่นอย่างยั่งยืนเป็นแหล่งอาหารของหมู่สัตว์หมู่มวลสรรพชีพทั้งมวลทั้งสัตว์ปีกสัตว์บกพวกเขาจะได้แอบอิงอาศัยให้ปลอดภัยจากการถูกล่าทำลายจากมนุษย์ผู้ไร้เมตตาธรรมเหล่าสัตว์น้ำจะได้แอบอิงอาศัย สืบเผ่าพันธุ์ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ โดยธรรมชาติ น้ำห้วยก้านเหลืองจะทรงตัวไม่เหือดแห้งตลอดปี ชาวนาทั้งสองฝั่ง จะได้ทำการเกษตรอย่างไม่ฝืดเคือง แม้ไม่มีระบบชลประทานช่วย ก็ยังพอทำไปได้สะดวก  ตามฤดูกาล  เพราะเหตุปัจจัยของต้นน้ำ ได้รับการฟูมฟักทนุถนอมอย่างสมดุลด้วยผืนป่าและผืนน้ำ แม้จะเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเอาเสียเลย ประโยชน์นี้บูรณาการ ไปถึงภาคเกษตรกรรมโยงใยไปถึงทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อธรรมชาติถึงพร้อม  จิตก็น้อมเข้าสู่ธรรม

ระเบียบในการปฏิบัติธรรม
ระเบียบในการปฏิบัติธรรมของท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ  ท่านได้ว่าหลักและขอบเขตดังนี้
เวลา    ๐๑.๔๕    น. สัญญาณระฆังนั่งปฏิบัติธรรม
เวลา     ๐๓.๔๕    น.  ทำวัตรเช้า
เวลา     ๐๕.๔๕   น.   ตีโปง เพื่อไปบิณฑบาตร
เวลา     ๐๘.๓๐     น.  ตีระฆัง ฉันอาหารมื้อเดียว
เวลา     ๑๕.๐๐     น.  ฉันน้ำปานะ
เวลา      ๑๖.๐๐    น.  ปฏิบัติธรรม
เวลา      ๑๗.๔๕  น.  ตีระฆังสวดมนต์ทำวัตรเย็น
เวลา       ๒๑.๐๐    น.   จำวัด
หน้าที่รับผิดชอบในคณะสงฆ์
หลังจากที่ท่านพระอาจารย์สมภพ  โชติปญฺโญ  ได้อุปสมบทแล้วท่านก็ได้ทุ่มเทกำลังในการพัฒนาผืนป่าให้อุดมสมบูรณ์ตามปณิธานที่ตั้งไว้ทั้ง ๒ แห่ง จนปัจจุบันนี้เป็นอารามที่ร่มรื่นด้วยเมกไม้นานาพันธ์เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง  ท่านพระอาจารย์ได้สละลาภ ยศ  ทุกอย่าง ไม่ได้เป็นพระครู พระมหา หรือแม้แต่ตำแหน่งเจ้าอาวาส  ท่านพระอาจารย์ก็ไม่รับ โดยท่านเป็นเพียงประธานสงฆ์ที่มีอายุพรรษามากตามหลักธรรมวินัยเท่านั้น    ครั้งหนึ่งการเผยแผ่ธรรมของท่านแพร่หลาย เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป  เจ้าคณะผู้ปกครองในระดับสูง จะขอพระราชทานสมณศักดิ์ถวายท่านก็ปฏิเสธโดยไม่ขอรับ โดยกราบเรียนเจ้าคณะจังหวัดว่า ผมไม่อยากได้  สิ่งที่ผมอยากได้ผมได้แล้ว
ผลงานการเผยแผ่
ผลงานของท่านพระอาจารย์สมภพ  โชติปญฺโญ  ส่วนมากจะเป็นการเทศนาแล้วบันทึกเสียงไว้ ในเทศกาล  วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาติ  และปาฐกถาในหน่วยงานราชการต่างๆ  ที่รวบรวมได้จำนวน ๔๑๗ เรื่อง  รายการเรื่องที่พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ  แสดงธรรมเทศนาและได้บันทึกเสียงรวบรวมได้เป็นเรื่องเป็นหัวข้อจำนวน ๔๑๗  เรื่อง  ซึ่งผู้วิจัยยังไม่สามารถจะลงในรายละเอียดในทุกหัวข้อ เพราะจำกัดในเรื่องของเวลา จึงขอนำเสนอเรื่องที่เด่นๆ ที่ท่านได้เทศน์บ่อยและเน้นเพื่อให้ศึกษาและปฏิบัติ ที่จะได้จัดเป็นประเภทไว้พอเป็นตัวอย่างในรูปแบบสรุปสังเขป ในหัวข้อถัดไปในส่วนของผลงานจึงเสนอผลงานพอประมวลได้ดังนี้
๑. เวสสันดรชาดก (ทำนองเสียงอีสานประกอบดนตรี)
๒.โสตาปัตติยังคะ
๓. การอบรมพัฒนาจิต
๔. แก่นสารแห่งชีวิต
๕. เรียนรู้ชีวิตจากลมหายใจ
๖. สถานการณ์พุทธศาสนาในโลกยุคปัจจุบัน
๗. เมื่อได้ยินเสียงกู่เรียก กู่เรียกจากพระธรรม
๘. วิสาขะรำพึง (เสียงอีสาน)
๙. อริยสัจสี่ในอานาปานสติ
๑๐. อานิสงส์ของอานาปานสติ
                ส่วนมากท่านจะเทศน์เน้นไปที่การปฏิบัติ อานาปานสติกรรมฐาน ตามที่ท่านได้ศึกษามาและประสบการที่ท่านได้ปฏิบัติมา อย่างละเอียดหลายแง่ หลายมุม ให้เข้าใจง่ายและสามารถปฏิบัติได้ เช่น ตัวอย่างซึ่งได้แกะจากเทปผลงานของท่านได้เทศน์อบรมให้กับไปปฏิบัติ ที่จะได้นำเสนอต่อไปนี้
เรื่อง นี่แหล่ะคือการศึกษาอานาปานสติ    “โดยอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ
                  ขอชื่นชมยินดีในการมาของลูกหลานนิสิตนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง น่าอนุโมทนาสาธุการเป็นอย่างยิ่ง  ที่ลูกหลานตั้งใจบุกบั่นมาเพื่อ จะมาฝึกฝน มาศึกษา ประพฤติปฏิบัติธรรม ไกลแสนจะไกลจนถึงนิเพพระราราม ท่ามกลางบรรยากาศท้ายฤดูฝน ต้นฤดูหนาวที่จะย่างเข้ามาสู่ความหนาวเหน็บ วางมือลงซะไม่ต้องนั่งพนมมือ นั่งในอิริยาบถที่สบายๆ สร้างบรรยากาศให้สบายๆปลอดโปร่งโล่งใจ  ทำใจให้ผ่อนคลายทำร่างกายทุกส่วนอย่าให้มันเครียด  สร้างบรรยากาศให้เป็นบุญเป็นกุศล แห่งศีลแห่งธรรม เพื่อจะได้ตั้งอกตั้งใจฟังถ้อยคำที่จะได้นำมากล่าวให้ฟัง  เท่าที่เวลาและสุขภาพจะอำนวยให้ ธรรมมิกถาก่อนฟ้าสาง ในวันนี้ เป็นธรรมมิกถาพิเศษเหตุที่ลูกหลานได้ถือโอกาสธรรมจาริก เพื่อแสวงหาธรรมเพื่อศึกษาธรรมตั้งชื่อโครงการว่าอย่างนี้ และเป็นกิจกรรมที่เป็นสิริมงคลกับชีวิต แก่สังคมด้วย แก่พระศาสนาด้วย มันจะเป็นกรณีพิเศษ และพิเศษไปกว่านั้นอีก  ก็คือผู้พูดผู้แสดง ผู้เทศน์ก็พิเศษทำไมจึงเรียกว่าพิเศษ คนพูดเป็นคนป่วยอยู่ในลักษณะอัมพาตเป็นโรคอัมพาตอาพาตอยู่ไม่สมบูรณ์เป็นคนพิการเป็นคนผิดปกติทางร่างกาย พิเศษเป็นภาษาบาลีมาจากคำว่า วิเสสะ เพราะภาษาบาลีเป็นภาษาแขกในชมพูทวีป ในปัจจุบันเรียกประเทศอินเดียพระพุทธศาสนาขยายตัวมาจากอินเดีย   มาสู่สุวรรณภูมิสู่บ้านเราประเทศไทย ประเทศลาว เขมร เวียตนาม เสียงพูดชาวชมพูทวีปพอมาถึงบ้านเรามันขัดๆ ลิ้นไม่ถนัด ตัว บ จะต้องเป็นตัว พ เสมอ แปลง วะ เป็น พะ วิเสสะ วิเศษนั่นแหล่ะ วิ  แปลว่า แปลกกว่าปกติ เสสะ แปลว่าส่วนที่เหลือ วิเสสะ แปลว่า พิเศษ แปลว่า มันผิดปกติ ผิดธรรมดากว่าส่วนที่มันมีมา มันจึงพิเศษจริงๆ กิจกรรมของลูกหลานจึงเป็นกิจกรรมพิเศษ และผู้ที่จะพูดเรื่องนี้ผู้ที่จะแสดงธรรมให้ฟัง  ก็คือคนพิเศษ เป็นคนป่วย เป็นคนผิดปกติ คนพิการ คนเป็นโรคอัมพาต เสียงพูดจาก็ไม่ชัดเจนลูกหลานอาจฟังยาก พูดภาษาไทยก็ผิด พูดภาษาอังกฤษมันก็พลาด  พูดภาษาลาวซึ่งเป็นภาษาพูดมาแต่เกิดมันก็ไม่ถูกอยู่ดีดี พูดภาษาบาลีชมพูทวีปมันก็เพี้ยน   มันก็ฟังยาก  แล้วผู้พูดจะลำบากขนาดไหน ก็มันลำบากด้วยกันอดทนนะ โดยเฉพาะกิจกรรมนี้ตามหนังสือของลูกหลานนิสิตนักศึกษาที่ส่งมา ชมรมพุทธศาสตร์ และประเพณี ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้ชี้นำชี้แนะ ให้เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา เพื่อจะเรียนรู้ศึกษาระบบการปฏิบัติ  อานาปานสติ  เพื่อให้ได้สัมผัสกับความสงบเย็น  เพื่อประจักแจ้งความเป็นจริง  เพื่อไปดำเนินชีวิตให้เกิดประโยชน์ แก่ตัวเองแก่ประเทศชาติ  แก่สังคม แก่พระศาสนาสืบไป  น่าอนุโมทนาเพียงแต่วัตถุประสงค์ก็เป็นวัตถุประสงค์ที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เราจะต้องทำความเข้าใจ แต่ว่ามันไม่เอื้อบางอย่างคือสุขภาพ ของหลวงลุงมันไม่ปกติ จะลำบากขนาดไหนก็จะทำให้ลูกหลานได้เกิดความเข้าใจ คำว่าเข้าใจถึงพุทธศาสนาคือเข้าใจของพระธรรม ศัพท์จริงๆ โดยเฉพาะหัวใจของพระธรรม ที่ลูกหลานปรารถนาจะเข้าถึงนั้น มันไม่มีในพุทธศาสนานี้ ไม่มีคำว่า หัตถะ ยังสัพเพ ธัมมัง หัวใจของธรรมทั้งหลายท่านเรียก ธรรม ที่เราเรียกพุทธศาสนาอยู่เดี๋ยวนี้  แต่ก่อนโน้น ตั้งแต่โบร่ำโบราญสมัยพระพุทธเจ้าของเรา ท่านเรียกชื่อมันว่าพรหมจรรย์ พรหมจริยัง พรหมจริยะ แปลว่าการดำเนินชีวิตอันประเสริฐอันดีงาม  ตัวพรหมจรรย์นี้เป็นชื่อศาสนาเราเดี๋ยวนี้  ถ้าจะพูดให้มันสั้นลงเราจะใช้คำว่า ธรรม สัพเพ ธัมมา  ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมันจะมีรากมีแก่น   แล้วก็มีความเป็นใหญ่ในตัวมัน มีอะไรเป็นใหญ่ในธรรมถ้าแก่นแห่งธรรมมี ศัพท์เต็มๆ ก็มีดังที่พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุทั้งหลายถ้ามีใครมาถามพวกเธอว่าในธรรมนี้พรหมจรรย์มีอะไรเป็นแก่น เธอจะตอบเขาว่าอย่างไร ติสาโร สัพเพ ธัมมา กิงสาระ สัพเพธัมมา กิงแปลว่าอะไร  ภาษาไทยแปลได้  ๒ คำ คำว่าอะไร  กิงสาระ สัพเพ ธัมมา ภิกขเว  ภิกษุทั้งหลายอะไรเป็นแก่นแห่งธรรมทั้งหลายในที่นี้ยังไม่มีแต่ได้ยินคำว่า หัตถยังสัพเพ ธัมมา มีคำว่า แก่น  แต่หัวใจยังหาไม่พบ ลูกหลานปรารถนาอยากจะรู้หัวใจของพุทธศาสนา ในวัตถุประสงค์ในหนังสือที่แจ้งมา แต่ก็พอจะมองออก พอจะเทียบเคียงได้ ในหนังสือนั้นท่านบอกว่า มีอะไรเป็นใหญ่  กิงทิปะเตยยา สัพเพ ธัมมา ภิกขเว  ภิกษุทั้งหลานในธรรมนี้มีอะไรเป็นใหญ่ ธรรมคำเดียวหมายถึงพระพุทธศาสนาทั้งหมด  เป็นการพูดรวบรัด  เป็นการพูดให้สั้นลง เมื่อเรามองความเป็นใหญ่ในชีวิต เราทั้งหมดนี้  ชีวิตเราร่างกายเรามีอะไรเป็นใหญ่ก็มีคำว่า  มโนเสฐถา  มะโนมะยา มะโนบุบพัง มะโน แปลว่า ใจ มีใจเป็นเบื้องต้นมีใจเป็นใหญ่  มะโนเสฐถา มะโนมะยา ทุกอย่างจะสำเร็จด้วยใจ ก็พอจะมองเห็นว่าชีวิตทั้งหมดของเราอยู่ที่จิตใจดวงเดียว  ถ้าชีวิตมีจิตเป็นใหญ่  ธรรมทั้งหลายก็มีสิ่งที่เป็นใหญ่ เทียบว่าเป็นใจเป็น มะโน ซึ่งมีคำกล่าวของพระศาสดา สัสส่ะตา ทิปะเตยยา สัพเพ ธัมมา ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมทั้งหลาย ทั้งหมดทั้งปวงนี้  มีสติเป็นใหญ่ สะตา ทิปะเตยยา มีสติเป็นใหญ่ เมื่อเป็นใหญ่ก็เปรียบเหมือนหัวใจของธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น  สติที่เราต้องการจะศึกษาในวันนี้ เป็นวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อจะเรียนรู้ฝึกหัด อานาปานสติ แสดงว่าลูกหลานต้องการหัวใจจริงๆ อานาปานสติ แปลว่า ให้มีสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าหายใจออก คิดดูเถิดเราตื่นมาตั้งแต่ตี  ๒ เรามานั่งสมาธิ เป็นหมู่เป็นคณะอยู่ตรงนี้ ชั้วโมงหนึ่งนาทีหนึ่ง เราเคยตั้งนาฬิกาจับดูไหม ชั้วโมงหนึ่งนาทีหนึ่งเราหายใจเข้าหายใจออกกี่ครั้ง  ถ้าสมมุติว่าเข็มวินาทีมันเดินได้รอบหนึ่ง เราตั้งใจนับเข้า ก็นับหนึ่ง ออกก็นับสอง  นับทั้งเข้าทั้งออกของเข็มวินาที รวมเราหายใจเข้าหายใจออกได้ ๓๐ ครั้ง อย่างนี้ถ้า ๖๐ รอบจะได้กี่ครั้ง ๓๐ คูณ ๖๐ จะได้  ๑,๘๐๐ ครั้ง จะเป็นอย่างไร เราจะมีสติทุกลมหายใจเข้าออกตลอดขั้วโมงหนึ่ง เราจะมีสติ ๑,๘๐๐ ครั้งถ้าทั้งวันเราจะมีสติจะมีมากอีกสักกี่แสนครั้งล่ะจะมากน่าคือตัวเราจะเข้าไปถึงหัวใจ คือความเป็นใหญ่แห่งธรรมทั้งหลาย สะตา ทิปะเตยยา สัพเพธัมมา ในธรรมทั้งหลายทั้งปวงมีสติเป็นใหญ่ และยังมีเลยเถิดต่อไปอีกว่า สมาธิ   ปะมุขา สัพเพ ธัมมา มีสมาธิเป็นประมุขในธรรมทั้งหลายทั้งปวง หัวหน้ากับความเป็นใหญ่คนละอย่างนะ มุขะ  แปลว่า หน้า สมาธิเป็นประธาน สติเป็นใหญ่ ในธรรมทั้งหลายทั้งปวงในศาสนานี้ ดูง่ายๆ ว่าในประเทศไทยเราในปัจจุบันนี้ เราปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในประเทศอื่นเขามีประธานาธิบดีล้วนๆมีผู้บริหารแต่ไทยเรามีคณะรัฐบาลเป็นใหญ่เป็นผู้บริหาร และก็แบ่งมาเป็นฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เรายังมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประมุข นั่นแหล่ะเป็นประธาน เปรียบเทียบประเทศไทยของเรา สมาธิประมุขขา ถ้าเปรียบเทียบคำว่าสมาธิเป็นใหญ่เรามี  ขัติยา ประมุขขา มหาราชา เรามีพระมหากษัตริย์เป็นใหญ่ เป็นประธานเป็นประมุข แต่เรามีคณะรัฐบาลเป็นใหญ่เหมือน สติสตา ทิปะเตยยา  เรามีรัฐถะปาละ อทิปะเตยยา สัพพัง รัถถัง   ในแว่นแคว้นทั้งหมดเรามีรัฐบาลเป็นใหญ่  เราก็มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นประธาน เพราะฉะนั้นคำว่า เป็นใหญ่  เป็นประธานมันคนละอย่างกัน พยายามอย่าสับสน ในศาสนาเรามีศาสนาเป็นใหญ่  สะตา ทิปะเตยยา สัพเพ ธัมมา ในธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้ มีสติเป็นใหญ่ สมาธิประมุขขา สัพเพ ธัมมา มีสมาธิเป็นประมุขเป็นประมุขเป็นประธานในธรรมทั้งหลายในศาสนานี้ ในคำสั่งสอนของพระสัมมาสำพุทธเจ้า พูดมาถึงตรงนี้พอจะเข้าใจนะเป็นเค้าโครงเราจะเข้าถึงหัวใจของพระธรรม ตามหนังสือแจ้งมาก็ขอให้ถือว่าเรามีสติเป็นใหญ่ ในการดำเนินชีวิตต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน จะทำอย่างไรจึงจะทำให้สติใหญ่โตขึ้นมาได้เราต้องมีพื้นฐาน เพื่อฝึกหัดในการเจริญ อานาปานสติ เพื่อจะพัฒนาให้มีสติทุกลมหายใจ เพื่อจะคว้าเอาหัวใจของพระธรรม คือมีสติทุกลมหายใจนั่นเอง ทีนี้เราจะมาพัฒนาเรียนรู้ฝึกหัดการเจริญอานาปานสติ น่าอนุโมทนา สาธุการอย่างยิ่ง โลกปัจจุบันนี้สังคมปัจจุบันนี้สภาพแวดล้อมทั่วๆไปของโลกไม่เอื้ออำนวยในสมัยนี้หันมาฝึกหัดพัฒนาทางศีลทางธรรม ทางการศึกษา ขณะนี้ลูกหลานได้ก้าวเข้ามาสู่วงการการศึกษาอย่างเต็มตัว นัก แปลว่า มาก ศึกษา แปลว่า ผู้มากด้วยการศึกษา แต่ตัวศึกษาจะต้องมาเรียนรู้กันหน่อย  อยากจะพูดให้เข้าใจ ได้ยินใช่ไหมคำว่านักเลง เป็นภาษาพื้นบ้าน เป็นภาษาไทยโบราณ  ทางเหนือโน้น ทางภาคอีสานจะใช้คำนี้มาก่อน ภาษาอีสานจะใช้คำนี้มาก่อนจะเป็นภาษาใหญ่ๆ ต่อมาก็ถ่ายเทไปสู่ภาษาทางภาคกลาง พบต้นตำหรับของภาษาไทยแท้ๆ คือภาษาลาว อย่าดูถูกภาษาลาวนะ ภาษาลาวเป็นภาษาพ่อภาษาแม่ของภาษาไทยจริงๆ  ถ้าคนลาวคนอีสานคนภาคเหนือ เขาจะรู้ความหมายนี้ดี  นัก แปลว่า มาก เลง แปลว่า เก่ง นักเลง แปลว่า เก่งมาก  เก่งมากในทางไหนก็แล้วแต่  ถ้าเก่งในทางชั่วก็เรียกนักเลง อันธพาล พาละ พาโล เป็นภาษาบาลี แปลว่า ผู้อ่อนด้อยด้วยเหตุผลและสติปัญญา นักเลงอันธพาล แปลว่า นักเลงคนโว่อ่อนด้วยทางสติปัญญามากเก่งมากเก่งทางนี้ แต่ถ้าเก่งทางสมาธิ จะเรียกนักเลงสมาธิ ในสมัยโบราณผู้หญิงคนใดทำตัวเหลวแหลก เขาจะเรียกนักลงเหมือนกัน หันมาเข้าใจคำว่านักศึกษา ในทางพุทธศาสนานี้ไม่เหมือนอย่างพวกเราเข้าใจนะ อย่างวงการเข้ามาบวชเริ่มจากอุปัชฌาย์เลือกแล้วยอมรับรับประกัน ให้มาขอบวชกับอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ก็ประกาศต่อสงฆ์รับประกันว่าคนนี้เขาอยากบวช อุปัชฌาย์ต้องให้คณะสงฆ์ตรวจสอบคุณสมบัติ คณะสงฆ์ทั้งหมดจะมอบให้ ๒ องค์ตรวจสอบคุณสมบัติว่าพอจะบวชได้ไหม ภาษาคนทั่วๆ ไปเรียกว่าอาจารย์สวด กรรมวาจาจารย์ อนุสัมมาวาจาจารย์ ๒ องค์นี้จะตรวจสอบคุณสมบัติแล้วมาแถลงต่อสงฆ์หมู่ใหญ่ทั้งหมดถ้ายอมรับแล้วอุปัชฌาย์ก็บวชให้ พอบวชเสร็จปั๊บก็จะมีคำต่อขอนิสัย เป็นประเพณีของพระ ขอนิสัยก็คือขออยู่อาศัยด้วย เพื่อศึกษาการเข้ามาบวชก็เพื่อเข้ามาศึกษาอย่างเต็มที่ เมื่อศึกษาอีกระดับหนึ่งก็เป็นนักศึกษาแล้ว ระดับศึกษาถึงโสดาบันก็เป็นนักศึกษาระดับต้นๆ แล้ว สกิทาคามี ก็สูงขึ้นมาระดับ ๒ อนาคามี สูงขึ้นมาอันดับ ๓ เป็นพระอรหันต์ จบการศึกษาเรียกว่า วุสีตังพรหมจริยัง จบการศึกษาตั้งแต่ โสดาบัน สขิทาคา  อนาคา นั้นเราจึงเรียกว่านักศึกษาแล้ว ก้าวเข้ามาสู่วงการสงฆ์  เข้ามาศึกษาในวงการสงฆ์แต่ไม่ใช่นักศึกษา  นัก แปลว่า มาก  วันนี้ลูกหลานดั้นด้นมาไกล อากาศหนาวเหน็บ อากาศท้ายฤดูฝนต้นฤดูหนาว มาวันนี้ก้าวเข้ามาศึกษาอย่างเต็มที่  แต่ยังไม่ใช่นักศึกษานะ ตี ๒ ระฆังดังขึ้นนั่นคือสัญญาณว่าบัดนี้ ถึงเวลาที่จะต้องศึกษาแล้วนะ นี่คือการศึกษา เราไปเข้าใจตามฝรั่งโน้น Education นั่นคือการศึกษา  เป็นการศึกษาแบบฝรั่ง Education เราได้มาจากฝรั่ง คำนี้ภาษารากศัพท์มาจากภาษา กรีก แปลว่า ดึงออกมาชักออกมา การศึกษาให้รู้ให้เห็น ศึกษาคำนี้เป็นภาษาบาลี   เป็นภาษาสันสกฤตก็เป็น ภาษาบาลีว่า สิกขา ศึกษาคำนี้เป็นภาษาสันสกฤตว่า สิกษา  พอมาถึงภาษาไทยอยากจะโก้ ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาผู้ดี  เป็นภาษาในรั้วในวังของชาวชมพูทวีป  มาแต่สมัยโบราญ  แต่ภาษาบาลีเป็นภาษา locon คนสามัญธรรมดาทั่วๆ ไปเขาจะใช้ภาษาบาลี ตั้งแต่สมัยโบราญ ๓ - ๔ พันปีโน้น แต่ถ้าภาษาวิชาการภาษาผู้ดี ภาษาในรั้วในวัง ภาษาไฮโซ  ในโบราญออกเสียงสละสลวยมันจะออกกล้ำหลายตัว อย่างคำว่าอัศจรรย์อย่างเรารู้อยู่ทุกวันนี้เป็นภาษาสันสกฤต พรรษาก็สันสกฤต ถ้าออกเสียงตามสันสกฤตว่า พันระสาภาษาบาลีว่าวะสา แปลว่า ฝน ภาษาไทยได้คำเดียวว่า ฝน ศึกษาในภาษาไทยถ้าจะว่าตามภาษาสันสกฤต คือ สิกสา   ทีนี้ไม่แปลทับศัพท์  เพียงแต่ขอดหัวสระอิให้เป็นสระ อึ จะได้คำว่าศึกษา ความหมายคำแปลไม่แปลเลย เข้าใจเอาเองเลย แต่มันโดดเด่นในภาษาบาลีที่พระพุทธเจ้านำมาใช้สอนทั่วทั้งหมด ถ้าจะใช้ภาษาสันสกฤตที่ท่านเข้าใจว่าเป็นภาษาผู้ดี ถ้าคนสามัญที่ว่าไปจะไม่เข้าใจชัดเจน จึงใช้ภาษาบาลีสอนคนทั่วไป มีพระ๒ รูปเป็นลูกของพราหมณ์ ในวรรณะพราหมณ์เรียนจบไตรเพทคือดอกเตอร์เข้ามาบวชในศาสนาเข้ามาขออนุญาตพระพุทธเจ้า ภันเต ภคะวา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ กระผมทั้งสองขอสั่งสอนคนทั่วไปด้วยภาษาสันสกฤต บันทึกคำสั่งสอนของพระสัมมาสำพุทธเจ้าด้วยภาษาสันสกฤต เพราะเป็นภาษางดงามสละสลวย พระพุทธเจ้าของเราตะเพิดต่อหน้าเลย ท่านโมฆะบุรุษ ถ้าใช้คำว่าโมฆะบุรุษเป็นคำด่าที่เจ็บแสบมาก คนเปล่าประโยชน์ โมฆะ แปลว่าสูญเปล่า เธอไม่รู้เหรอคนทั่วๆไปเขารู้ภาษาบาลีตาสีตาสาตามท้องไร่ท้องนาเขาก็รู้ภาษาบาลีภาษาบาลีอันนี้มันเป็นภาษาของคนชั้นสูงในรั้วในวังภาษาบาลีคนชั้นสูงเขาจะรู้ใช้ภาษาบาลีนี่แหล่ะ สั่งสอนพระธรรมวินัยของเราเราไม่อนุญาตให้ใช้ภาษาสันสกฤต สิกขา ภาษาบาลี สิกสาภาษาไทยขอดหัวสระอิเป็นสระอึ เป็นศึกษา ความหมายของ ศึกษา แปลว่า  ฝึกหัดพัฒนาฝึกฝน อบรมเป็นตัวการฝึกฝน  อบรมคือฝึกฝนจริงๆ พอเราเข้ามาบวชวันแรกที่บวชนั่นแหล่ะพอบวชเสร็จก็มาขอนิสัยจากสงฆ์จากอุปัชฌาย์อุปัชฌาย์ก็จะรับไว้เพื่อจะสั่งสอนในการศึกษา ๓ อันเรียกว่าไตรสิกขาไตร แปลว่า ๓ สิกขา ๓ ประการหมายความว่า อบรมฝึกหัดพัฒนา ๓ ประการในเวลานี้ลูกหลานได้ก้าวเข้ามาสู่อบรมฝึกหัดพัฒนาศึกษา อบรมศึกษา ๓ ประการเต็มตัว อะมะโตคะทา หยั่งลงสู่ความไม่ตายแห่งรสพระธรรม ถ้าเข้าถึงแก่นสารแล้วมันจะหยั่งลงตรงนี้ถ้าท่านใช้คำว่า พรหมจริโย คะธัง หยั่งลงสู่พรหมจรรย์ หยั่งลงสู่ชีวิตอันดีอันดีอันประเสริฐอันงาม มันจะหยั่งลงได้ด้วยการศึกษา อบรม ฝึกหัดพัฒนา การศึกษาจะมีอยู่ ๓ ด้าน  จึงจะสมบูรณ์ คือด้านอะไรบ้าง  
                   ๑. ด้านพฤติกรรม การพูดการกระทำ  ถ้าเรียกสั้น ๆ ว่า ศีลสิกขาภาษาฝรั่งเรียกว่าอบรมด้านพฤติกรรม คือ ศีลสิกขา
                   ๒. อบรมด้านจิตใจ เรียกว่า จิตตะสิกขาหรือเรียกสมาธิสิกขา วันนี้ลูกหลานต้องการเรียนรู้ อานาปานสติ นี่เรียกว่าจิตตะสิกขาสุดท้ายสูงสุดคือ              
                   ๓. ปัญญาสิกขา ฝึกหัดพัฒนาขบวนการรับรู้ในประสาทสัมผัสในอินทรีย์ทั้ง ๕ สามอย่างรวมกันทั้งหมดรวมกันเรียกว่า ไตรสิกขา นี่แหล่ะเป็นตัวพรหมจรรย์ทั้งหมดรวมกันอยู่ที่นี่ การศึกษาต้องครบทั้งสามด้านจึงจะเป็นบูรณาการ แต่ก่อนน่านั้นอาจารย์ก็คงจะปฐมนิเทศให้ฟังแล้ว แล้วเราก็สมาทานอุโบสถ ทักศีล นี่คือพัฒนาพฤติกรรม แต่ก่อนเราอยากจะทำอะไรก็ทำ เราต้องถือเอาข้อฝึกปฏิบัติทั้ง ๘ ข้อ มาฝึกหัดพัฒนา ได้มีคำท้ายๆ ศีลว่า สิกขาปทังสมาธิยามิ  สิกขานั่นแหล่ะคือการศึกษาภาษาบาลีบอกว่า สิกขานะ สิกขาปทังสมาธิยามิ ข้าพเจ้าถือเอา  สะมะอาทิยะ สะมะ แปลว่าสม่ำเสมอ  อาทิยะ แปลว่า ถือเอาสมาธิยามิ ข้าพเจ้าถือเอาบทศึกษานี้มาฝึกหัดพัฒนา  ปานาติปาตา  ขึ้นไปจนถึงข้อสุดท้าย  อุจาจะระนะ มหาชัยนา  ทั้งหมดคือข้อที่จะศึกษาทางพฤติกรรม ศึกษา คือระบบฝึกหัดพัฒนาอบรมฝึกฝนพัฒนาตนให้มันครบทั้ง ๓  ด้าน คือ ๑ ด้านพฤติกรรมด้านศีล       
                  ๒. ด้านจิตใจมีสมาธิเป็นหลักคือด้านฝึกหัดพัฒนาตนให้มันเกิดสมาธิขึ้นมา    
                 ๓. ด้านปัญญาคือขบวนการรับรู้  ตาได้เห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น  ลิ้นได้รส กายได้สัมผัส รู้ทางใจเป็นความรู้อันบริสุทธิ์ ไม่ใช่ความรู้สกปรกถ้าสกปรกมันก็เกิดปัญหาเศร้าหมอง เกิดกิเลส กิเลสคือความเศร้าหมอง หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส นั่นคือกิเลสเกิดขบวนการสกปรกขึ้นมาแล้วขบวนการเหล่านี้จะต้องบริสุทธิ์ เรียกว่าพัฒนาปัญญา ปัญญาสิกขา อบรมพัฒนาปัญญาสิกขาให้บริสุทธิ์นี่คือสูงสุดกว่าเพื่อนเป็นยอดแห่งธรรม ตันยุตะรา  สัพเพธัมมาในธรรมทั้งหลายทั้งปวงมีปัญญาเป็นยอดเหมือนต้นไม้ถ้าจะมีแก่นต้องรากดี ยอดดี อวบอ้วนจึงจะมีแก่นระบบการศึกษาที่ดีต้องมีการฝึกหัดพัฒนา ฝึกฝนอบรม พฤติกรรมดี สุจริต ไม่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนผู้อื่นพฤติกรรมนี้จะแสดงออกทางกาย วาจา ลึกลงไปคือทางใจถ้าควบคุมได้เพียง กาย วาจา ไม่สามารถควบคุมใจได้ในไม่ช้าก็จะสั่งกายให้ทำชั่วได้มันจึงไม่พอเพียงพฤติกรรมต้องหยั่งลงสู่จิตใจเป็นตัวกลาง ให้ใจเป็นใหญ่ จึงต้องมีคำว่า จิตตะสิกขา  หรือว่าสมาธิสิกขา  แล้วจะพัฒนาสู่ปัญญาสิกขา วันนี้ลูกหลานได้ตั้งใจเข้ามาในวงการศึกษา เป็นนักศึกษาอย่างเต็มที่ขออย่าขี้เกียจขี้คร้านได้ยินเสียงระฆังตีให้ลุกขึ้นมาอย่างชื่นใจ เข้าสู่วงการศึกษาอย่างเต็มตัว   อย่าเข้าใจว่าเรามาทรมาน อากาศก็หนาวกำลังนอนดีดี  ก็ตีระฆังให้ลุกขึ้นมานั่งให้ปวดแข้งปวดขา ส่วนมากคนจะเข้าใจว่าเป็นการทรมาน แม้แต่คำว่าทรมานตัวเรายังไม่เข้าใจ  จริงๆ แล้วมันก็เป็นการทรมานจริงๆนะ แต่เราจะเข้าใจคำว่าทรมานนั้นผิดไป  ทรมานของภาษาไทยมักมองไปถึงการทำให้ลำบาก สุดแสนจะลำบากนั่นคือการทรมาน แต่ความจริงคำว่าทรมานไม่ใช่อย่างนั้นนะ ทรมานมาจากภาษาสันสกฤตว่า ทะระมานะ ภาษาบาลีว่า ทะเมนะ แปลว่าข่มใจฝึกหัดพัฒนา  เราตื่นมาเราข่มใจเราให้ทำเราเคยทำตามใจเราตั้งแต่เราเกิด ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ลูกทุกคนที่ปฏิสนธิใหม่ๆ ตั้งครรภ์ใหม่ๆ แม่จะเปลี่ยนทางอารมณ์ อยากกินของแปลกๆ อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงไป  ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด  บางคนพอเริ่มตั้งครรภ์อารมณ์จะดี  ยิ้มแย้มแจ่มใส อยากไปวัดไปวาอยากฟังธรรม จำศีล เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ใจดีมาก ถ้าตั้งครรภ์ใหม่มีอารมณ์ฉุนเฉียว นั่นคืออารมณ์จากวิญญาณใหม่ อารมณ์ของลูกจะแสดงออกทางอารมณ์แม่  คือตามใจอารมณ์มาตลอดไม่ได้ทรมาน ทรมาน แปลว่าฝึกนะ การตั้งครรภ์ของแม่ครั้งหนึ่ง ก็คือวิญญาณของผู้ที่จะมาเกิด มาต่อเข้าในท้องแม่ก็แสดงออกผ่านทางวิญญาณผ่านความรู้สึก วิญญาณตัวนี้แปลว่าความรู้ ความรู้สึกนึกคิด  ภาษาบาลีเรียกปฏิสนธิ  ปฏิ แปลว่า อีก สนธิ แปลว่า  ต่อ  ปฏิสนธิแปลว่า วิญญาณต่อเข้าอีก สำหรับบางคนอาจมีพื้นฐานมาหลายภพหลายชาติ  แล้วอาจได้เป็นนักศึกษาจริงๆ คือถ้าหยั่งเข้าสู่ธรรมระดับ  โสตะปฏิยังคะ องค์คุณ  ผู้เข้าถึงกระแสแห่งธรรมนั้น อาจเป็นนักศึกษาระดับ ต้นๆ แล้ว โสดาบันเป็นระดับต้นๆอีกระดับก็คือ สะกิทาคามี สูงขึ้นมาก็เป็น อะนาคามี แต่ก็ยังต้องศึกษาอีกต่อไปโสดาบัน สะกิทาคา อะนาคามี ท่านเรียกว่าเสขะบุคคล ถ้าเป็นพระก็เรียกพระ เสขะ ถ้าโยมทั่วๆ ไปเรียก เสขะบุคคล  เสขะ ก็แปลว่าศึกษานะ ครั้งแรกจะใช้คำว่า สิกขา  ต่อมาเป็น เสกขา  พอเข้ามาถึงภาษาไทยก็ตัด ก ออกเป็น เสขะ แต่ก่อนถ้าเต็มศัพท์คือเสกขา พอมาถึงเมืองไทยสุวรรณภูมิมันขัดลิ้นตัด ก ออก เป็นเสขะ แปลว่า เป็นผู้ต้องศึกษา ผู้ใดเรียนนักธรรมโท ก็จะเริ่มเรียนนักธรรม เรียกว่าพระอริยะชั้นเสขะ พระเสขะ อริยะเสขะ ต้องศึกษาอยู่ยังไม่จบ แต่เป็นนักศึกษาแล้ว ถ้าจบเป็นพระอรหันต์ เรียกว่า อะเสขะบุคคล ผู้ไม่ต้องศึกษาหมดเรื่องที่จะต้องศึกษาที่จะต้องฝึกหัดพัฒนา มันจบขบวนการ และท่านจะมีคำสรุปว่า วุสีตัง พรหมจริยัง จบแล้วซึ่งพรหมจรรย์  และหมดโอกาสที่จะมาเกิดมาตายอีกด้วย  ไม่มีการเกิดใหม่อีกแล้ว  ชินังชาตัง ไม่มีการเกิดอีกแล้วจบ การศึกษาเที่ยงแท้ที่จะบรรลุธรรมในเบื้องหน้าถ้าเข้าถึงเบื้องต้นๆ เป็นนักศึกษาได้ชั้นต้นตั้งแต่โสดาบัน โสตะ ปริยังคะ แต่เดี๋ยวนี้เพียงก้าวเข้าสู่การศึกษาแต่ยังไม่ได้เป็นนักศึกษา เสขะบุคคลผู้ใฝ่ต่อการศึกษา พอจะเข้าใจแล้วนะที่พูดมา อยากให้เห็นภาพรวมๆ มองดูง่ายๆ ทีนี้หันมาเข้าสู่ระบบแบบอานาปานสติ  ที่ลูกหลานปรารถนา และตั้งวัตถุประสงค์ไว้ในธรรมจาริก ในโครงการนี้โครงการจาริกมาเพื่อธรรมขอให้ลูกหลานตั้งใจศึกษา อานาปานสติเป็นการศึกษาด้าน จิตตะสิกขา ศึกษาด้านจิตใจ ฝึกฝน ฝึกหัด พัฒนา ด้านจิตใจอย่างละเอียด ประณีต ละมุนละไม ตามที่เราสวดมาถ้าเรามีพื้นฐานมาหน่อย โดยจะต้องไม่ได้อธิบายอะไรเลย เป็นถ้อยคำที่เปล่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระศาสดา หลายแห่งหลายที่หลายเหตุการณ์ หลายบุคคล หลายชุมชนที่ท่านสอนเรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ในสูตรเดียว มันอยู่หลายสูตร เราเล็งเห็นว่ามีประโยชน์ ที่จะเข้าใจได้ง่ายเราถอดออกมาแปลแต่ละสูตร ไม่ใช่เอามาแปลรวมกัน แค่เป็นตัวอย่างเท่านั้น ถ้าจะแปลให้หมดหนังสือเล่มนี้ คงไม่พออานาปานสติ  นานาสารัตถะหนังสือเล่มนี้อีกสามเล่มก็ไม่หมด เราพยายามเลือกสรรคัดเลือกออกมาแล้วพอเป็นแนวสังเขปก็มาแปลพอจะเข้าใจกันเริ่มต้นที่เราสวดมาเมื่อกี้เราจะเริ่มต้นด้วย นานาสารัตถะ อานาปานสติ พุทธภาษิตตัง แปลว่าภาษิตที่พระพุทธเจ้าเราแสดง เกี่ยวกับเนื้อหาอันเป็นสาระและเป็นประโยชน์ต่างๆ ของอานาปานสติ  จึงมีคำว่านานา สารัตถะ สาระ แปว่าแก่นสาร อัตถะ แปลว่า ประโยชน์เป็นแก่นเป็นสารในอานาปานสติ  ต่างๆ นานา เรื่องต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าเริ่มแสดงไว้  หลวงลุงเห็นว่าเป็นประโยชน์ จึงนำมาแปลเพื่อจะให้เข้าใจ ตอนต้นๆ เราจะเห็นได้ว่า ขั้นสรรเสริญสรรพคุณอานาปานสติ  มันเป็นเรื่องไม่ลำบากในการประพฤติปฏิบัติ  กายไม่ลำบาก  ตาไม่ลำบาก ไม่เหมือนกรรมฐานอย่างอื่น และท่านก็เล่าต่อไปอีกว่า มันเป็นระบบปฏิบัติในการฝึกหัดพัฒนา ทางจิต ที่ก่อให้เกิดความสุข  และเป็นการปฏิบัติที่เรียบง่าย ละเอียด ประณีต และมีคำหนึ่งแปลกๆ อยู่ใน อะเสชนะโก ก็มาตรงกับหนังสือที่ลูกหลานมีหนังสือแจ้งมา ต้องการฝึกหัดพัฒนาเจริญอานาปานสติ เพื่อให้เข้าถึงความสงบเย็น เพื่อจะนำไปสู่อิสรภาพแห่งจิต เพื่อจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน น่าอนุโมทนาช่างปรารถนาดีเหลือเกินนะความเข้าใจ ในการสวดแรกๆ ของ อะเสชนะโก เป็นคุณสมบัติ คุณภาพของการเจริญอานาปานสติ ก็คือความสงบเย็นนั่นแหล่ะ อะเสจนะโก แปลว่า ยังปิติให้ชุ่มชื่นทั่วสรรพางกาย แต่ถ้าจะสวดอย่างนี้คงสวดไม่ถูก  ก็เลยมาแปลให้เห็นภาพรวมง่ายๆ  อะเสจนะโก  ชื่นใจ  อานาปานสติถ้าเราเจริญไปอีก  พอร่างกายระงับลงร่างกายเราจะชุ่มชื่น แล้วมันจะเย็นเย็นจริงๆ เย็นจนคางสั่น เป็นปฏิกิริยาต่อกายด้วย ต่อจิตด้วย ถ้าใครเข้าถึงจุดที่เย็น ๆ  ยากแสนจะยากนกะกว่าจะถึงจุดนี้  ถ้าเป็นนักบวชก็ยากที่จะสึกออกไป  เพราะมันไม่มีสิ่งใดที่จะเข้าพบสิ่งเหล่านี้ได้มีเงินเป็นแสนล้านเป็นโกฏิล้านซื้อเอไปไม่ได้  อะเสจะนะโกที่เราว่า สันโตเตวะปะนีโต เตอะเสจนะโก อยู่ในหนังสือเหล่านั้น แปลว่า ก่อให้เกิดความสงบ  และชื่นใจ คำว่าชื่นใจมาจากคำว่า อะเสจนะโก เขาแปลเต็มๆ ว่ายังปิติให้ชุ่มชื่นทั่วสรรพางกาย แต่ถ้าแปลเป็นภาษาฝรั่งภาษาร่วมสมัยจะได้ความเข้าใจง่ายขึ้น ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษพระไตรปิฎก สมาคมบาลีปกรณ์ กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษโบราญนะ ไม่ใช่ภาษาอังกฤษสมัยใหม่นะ  ความหมายชัดเจนเพราะแปลมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ ของสมาคมบาลีปกรณ์กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ เมื่อเขาหันมาศึกษาพระพุทธศาสนาที่ได้แปลจริงๆ ตั้งใจศึกษาทำให้ฝรั่งเข้าใจได้ง่าย อะเสจนะโก แปลเต็มเปี่ยมสมบูรณ์อยู่ในตัวมัน ภาษาบาลีที่นี้แปลว่า ยังปิติชุ่มชื่นทั่วสรรพางกาย พอมาถึงการเจริญอานาปานสติ ทำให้ร่างกายระงับลงระงับลง ลมหายใจระงับจนไม่รู้สึกอะไรเลย จะเริ่มเกิดความเย็น ประสาทจากดั้งจมูกไปหาระหว่างคิ้ว เข้าไปในหัวสมองมันจะวิ่งไปวิ่งไปประสาททุกส่วนในสมองเริ่มเย็นลงเย็นลงเย็นลง เข้ากลางกระหม่อมก่อน  ถ้าเย็นมากๆ คางจะสั่น หนาวสะท้านร่างกายจะเย็นขณะที่เย็นมันจะเกิดลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ตรงกับเราสวดที่ว่า  ปาปะเก อะกุสเร ธัมเม ถานะโส อันตะระถาเตติ อันตะระเตติ ยังบาปอันกุศลธรรมอันลามก ที่เกิดขึ้นแล้วให้อันตธานไปเป็น ภาบาลี  ถ้า อะเส จะนะโก เกิดขึ้นแล้วความคิดชั่วๆ อกุสเร ธัมเม จะปาปะเก ธรรมเป็นอกุศลอันเป็นบาปอันลามก ความคิดชั่วๆไปตามสัญชาตญาณ สัญชาตญาณคนเรามี ๔ อย่างเหมือนสัตว์ทั้งหลาย สัญชาตญาณภาษาบาลีที่เกิดมาพร้อมกับชีวิตแต่ไม่ใช่ปัญญานะ เราทำเจริญภวนา ทำปัญญาสิกขาถ้าเราทำบ่อยๆ ถ้าเราตาย ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์จะมีปัญญาอีกชนิดหนึ่ง ปัญญาเกิดจากชีวิต แต่ก่อนเรียกว่า โยคะปัญญา ถ้าตายแล้วเกิดมาจะเป็น สะชาติกะปัญญา มาพร้อมกับชีวิต สั่งสมมาแต่ภพก่อนๆ ชาติก่อนๆ เห็นไหมเด็กบางคนเป็นเด็กอัจฉริยะ ผิดมนุษย์นั่นเป็นของเก่าเขาเรียกว่า สะชาติกะปัญญา  แต่นี่ไม่เป็น สะชาติกะปัญญา มันเป็นสิ่งที่มีชีวิต  มันมีอยู่  ๔ อย่างคือ  ตัวนี้จะเป็นบาป  อกุศลธรรมอันลามก  มันจะเกิดขึ้นมาแล้วมันจะควบคุมมันไม่อยู่ ถ้าเราไม่มีศีลไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา ควบคุมมันไม่อยู่สัญชาตญาณสิ่งเหล่านี้ทางภาษาศาสนาคริสต์  คัมภีร์ไบเบิล เขาใช้คำว่าบาปดั้งเดิม  ภาษาอังกฤษว่า original  sing  ขออภัยที่พูดมากไปเพราะแต่ก่อนหลวงลุงเคยลุยกับคัมภีร์ไบเบลมามาก ก็คือสัญชาตญาณนี่แหล่ะคือบาปดั้งเดิม  สัญชาตญาณของคนมี ๔ อย่าง มีเหมือนกันกับสัตว์มด หนอน ปลวก ก็มีสัญชาตญาณมีอะไร อาหาละนิทรา พะยะเมทุนันจะ สามัญเนตะสุภิรานัง  อาหาละ คือการกินอาหาร นิทราคือการนอนหลับ พะยะคือการกลัว กลัวตาย กลัวภัยอันตรายจะเกิดขึ้นในชีวิต เมถุ เมถุนะ คือการสืบพันธุ์ระหว่างเพศ ทางกามารมณ์มีเสมอกันทั้งคนและสัตว์  ท่านเรียกว่า สามัญ เนตะสุภินิรานัง ทั้งคนและสัตว์มีเท่ากันไม่มีที่ไหน ไม่มีโรงเรียนสอนสิ่งเหล่านี้มันเป็น  motive เป็นเครื่องผลักดันให้ออกมาทางกาย มันนอนนิ่งอยู่ในใจเราเกิดปัญหาใหญ่ปัญหาครอบครัว  ปัญหาสังคม  ปัญหาโลกทั้งโลก ปัญหาโลกแตก เกิดมาจากไม่มีกำลังสมาธิ ไม่มีปัญญามาควบคุม  สัญชาตญาณนี่แหล่ะจึงเกิดปัญหา  แย่งกันกินแย่งถิ่นกันอยู่   แย่งคู่กันพิสวาท แย่งอำนาจเพื่อความเป็นใหญ่เป็นโตแย่งกันจนเกิดสงครามโลก  เข่นฆ่า ถล่มถลายกัน  ก็เกิดจาก  ๔ อย่างนี่แหล่ะอาหาละนิทรา แย่งกันมีความสุขในการนอน พะยะ คือกลัวตายกลัวใครมาแย่งชิงสิ่งเหล่านี้ไปจากตัว กลัวตายไปจากสิ่ง กินสบาย นอนสบาย เรื่องสืบพันธุ์ระหว่างเพศนี่แหล่กะ เกิดความกลัวแฝงขึ้นมา เป็น motive เป็นพฤติกรรมทางกายเป็นการเคลื่อนไหว จะเข่นฆ่าจะเบียดเบียนก็เพราะสิ่งเหล่านี้ทีนี้ อะเสจะนะโก คือยังความสดชื่นเกิดขึ้นในจิตใจ เกิดความอิ่มเอิบในใจ มีปิติยังความปิติให้ชุ่มชื่นทั่วสรรพางกาย  เมื่อเกิดขึ้นแล้วเกิดความอิ่ม อิ่มจนไม่โหยหา อารมณ์เมื่อมันเกิด  อะเสจะนะโก ขึ้น มันจะขาดแคลนความโรแมนติค ตัวโรแมนติคคือตัวกามรมย์ จะเป็นอกุศลอันลามก ที่เราสวดเมื่อกี้  อะกุสเร ธัมเม  อยู่ในหนังสือเรานั่นแหล่ะ อกุศลธรรมอันลามก  เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะอันตธานหายไป  ลูกหลานตั้งใจไว้ไม่ผิดเลย เรี่ยกว่า สัมมาสังกัปปะ มีความดำริมีความใฝ่ฝันอย่างถูกต้อง ในมรรคในพรหมจรรย์นี้คือ  มีความอยากเจริญอานาปานสติ เพื่อให้เข้าถึงความสงบเย็น คือสิ่งที่แจ้งมาทางวัด หลวงลุงอ่านดูแล้วเกิดจากสัมมาทิฐิ น่าอนุโมทนากับลูกหลานทั้งหลาย ที่มีความเข้าใจถูกต้องแล้ว ปรารถนาดีมีความตั้งใจดี แล้วจึงต้องพูดคำนี้ให้ยาวหน่อย  เจริญอานาปานสติแล้วจะทำให้เกิดความร่มเย็น ถ้ามันเย็นแสนจะเย็นแล้ว ถ้ามันเข้าในสมองมากๆ  อาการทางกามรมย์ทั้งหลายมันจะขาดแคลนไปเอง  เพราะตัวนี้จะขึ้นมาท่วมทับ จะรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่เป็นความปรารถนาของลูกหลานถูกต้องแล้ว ทีนี้เข้ามาสู่การเจริญภวนาอานาปานสติ  ตอนแรกๆ พวกจะยังไม่มองเห็นคุณค่าของการเจริญอานาปานสติ  เริ่มจากความสงบประณีต เกิดความชื่นใจแล้วจะเกิดความคิด อกุศลธรรมอันลามกก็จะอันตธานหายไป  เหมือนฝนตกหน้าแล้ง  เมื่อฝนตกลงมามันก็จะเหือดแห้งไป  เนื่องจากมันสงบฝุ่นแล้ว มันก็จะเยือกเย็นขึ้นท่ามกลางความร้อนการเจริญอานาปานสติก็เหมือนกัน แล้วต่อมาท่านก็ชักชวนให้เราเจริญอานาปานสติ  สูตรนี้มีชื่อว่า ทีปะสูตร เป็นตัวตนที่ชัดเจน ตอนแรกๆ มาจากคำว่า เวสาลีสูตร หลวงลุงถอดออกมาจากพระไตรปิฏกมาไว้ในหนังสือเล่มนี้ เมื่อตอนกลางๆ ท่านจะสอนว่าแม้ตัวเราเองก่อนที่ยังไม่ตรัสรู้ตัวเรายังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่  เราก็เจริญภาวนาอานาปานสติด้วย  อาระวิหาระธรรม  คือมีสติอยู่ที่ลมหายใจเข้าหายใจออก และท่านก็ยังบอกว่าเมื่อท่านมี  อาระวิหาระธรรมเจริญอานาปานสตินี้กายก็ไม่ลำบาก  ตาก็ไม่ลำบากไม่เหมือนกรรมฐานอย่างอื่น นั่งอยู่เฉย ๆ หลับตาก็ได้  ลืมตาก็ได้  นอกจากไม่ลำกายไม่ลำบากตาแล้ว ก็ยัง อาสะวะ ทั้งปวงที่มันเกิดขึ้นแล้วให้มันหมดไปสิ้นไป ไม่ยึดมั่นถือมั่นที่มันเกิดขึ้นแล้วให้มันหมดไป สิ้นไป ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี่ก็เกิดจากการเจริญอานาปานสติ  คำว่า อาสะวะ จะเข้าใจยาก  แม้ในวงการพระสงฆ์ก็ยังไม่แปลชัดเจน อาสะวะ แปลว่า เครื่องดองสันดาน  แปลกันอย่างนี้  ในนี้บอกว่า  อาสะเวหิ  จิตัง  วิมุตจะติ  จิตจะพ้นจาก อาสะเวหิ  เพราะความยึดมั่น  อาแปลว่า  ทั่ว สะวะ แปลว่า ไหล อาสะวะ แปลว่าไหลทั่วไหลซ่าน ลองคิดดูอย่างคนหนุ่ม สะวะ ไหลซ่านทั่วกาย เวลาเดินไปเจอสาวๆ เซ็กซี่ สะวะมันจะไหลซ่านทั่วกายเกิดความกำหนัดขึ้นนั่นแหล่ะคือ อาสะวะ ความรู้สึกทางโรแมนติคเกิดขึ้น ทีนี้ อาสะวะมันจะหลุดล่วงลงไปเพราะความไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อมาท่านชักชวน ตะสมาติหา ภิกขเว  ภิกขุงอากัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลายถ้าพวกเธอไม่ต้องการให้กายลำบาก ตาไม่ลำบากจิตก็จะหลุดพ้น จาก อาสะวะ ทั้งปวงพวกเธอต้องเจริญอานาปานสติ  ยังไม่จบแค่นั้นแปลเป็นไตเติ้ลเฉยๆ ถ้าพวกเธอต้องการจะเข้าถึงขั้นปฐมฌาณเจริญอานาปานสติ  ใจจะเข้าถึง ทุติยฌาน ตติยะฌาน จงเจริญอานาปานสติ  ถ้าพวกเธออยากเข้าถึง อารูปฌาน ตั้งแต่  อาสานัญจายาตะนะ ถึงเวนะสัญญานัญยะตะนะ พวกเธอต้องเจริญอานาปานสติท่านบอกว่าอย่างนี้ ถ้าเธอมีความตั้งใจอยากเข้าถึง สัญญาเวทะยิตะนิโรธ อย่างมีความสุขไม่หายใจเลยไม่มีเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา ไม่มีเจ็บมีปวดเลยตลอดเวลา ๗ วัน  เรี่ยกว่าสัญญาเวทะยิตานิโรธ  ดับทั้งสัญญา  ดับทั้งเวทนา ดับทั้ง Filling ต่างๆ ดับความรู้สึก ถ้าเธอต้องการที่จะดับลงด้วยสัญญา เวทนา พร้อมๆ กัน เธอต้องเจริญอานาปานสตินี้แล และท่านยังบอกว่าถ้าท่านต้องการอยากมีฤทธิ์มีเดช  หูทิพย์ ตาทิพย์  มีหมด ต้องเจริญอานาปานสติให้ดีดี มาสิการังสาธุกัง อานาปานสติ เธอจงเจริญอานาปานสติให้ดีดี ตอนท้ายท่านจะสอนวิธีทำเห็นไหม เริ่มจากการนั่งการจัดสถานที่เริ่มตั้งแต่ อรัญคะโตไปสู่ป่า รุกขมุละคะโต ไปสู่โคนไม้ สูญยะคาละคะโต ไปสู่สถานที่ไม่พลุกพล่าน แปลว่า เรือนว่าง สูญยะแปลว่า ว่าง สูญยะคาละคะโต ไปสู่เรือนว่างแล้วก็ตามไปแล้วสู่เรือนว่างจากคนเพื่อหาความสงบ  ท่านสอนแม้แต่การนั่ง ทีนี้เข้ามาสู่ระบบปฏิบัตินะ ตั้งกายตรงๆ ถ้านั่งตัวตรงๆ มันจะแบ่งพลังงานทางจิตมาประคับประคองให้คงที่ไม่ให้หลับ นั่งตัวตรงๆ เป็นคำสอนของศาสนาพรหมก่อนศาสนาจะเกิดขึ้น วัชระอาสนะแปลว่านั่งแบบเพชร นั่งขัดสมาต เวลาหลับจะไม่ล้มนั่งแบบเพชร ซ้ายทับขวา ขวาทับซ้ายไม่จำเป็นไม่มีคำสอนในพระไตรปิฎกไม่มีจำกัด นั่งตามสบายเพียงแต่  นิสีทิติมัญธังกัง ม้วนขาเข้ามาโดยรอบ ให้เลือดลมมันไหลเวียนสะดวกสบาย แล้วตั้งกายตรง  ถ้าเรานั่งนานๆ มันสงบ  มันจะขดลงนานๆ  เข้ามันจะมีปัญหาต่อสุขภาพ จะเกิดโรคได้ง่าย โรคริดสีดวงโรคคนนั่งสมาธิไม่ถูกสเป็ค โรคต่อมลูกหมากอักเสบ โรคง่วงนอนซ้ำซาก โรคสมอทื่อไม่มีปัญญาง่วงนอนซ้ำซาก  พระพุทธเจ้าติเตียนมากเลยคนที่นั่ง หลับๆ งอๆ  เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอจะกลายเป็นคนโง่เอาง่ายๆ พอจิตสงบหัวใจจะเต้นเบาๆ ถ้านั่งขดๆ งอๆ  เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอก็จะสั่งสม กามาสะวะ พอตื่นขึ้นมาพอไปทำการทำงาน พวกโรแมนติคจะขึ้นมาแทนจะเกิดทางกามรมย์เป็นอย่างมากกว่าคนที่นั่งตัวตรงอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันสั่งสมกามาสะวะ บางคนหลับตาจะคิดมาก ถ้าลืมตาจะคิดน้อยๆ คิดบริเวณเท่าที่ตาเห็น ต้องปรับเอาลองดู ถ้าบางคนหลับตาจะรู้สึกอึดอัด  บางที่จะปวดหัว เกิดความกดดันบีบคั้น ถ้าปวดหัวลืมตามองไปข้างหน้า สัก ๒ วา หรือ ๒ เมตร  ถ้าไปยังหนักหัวอยู่ก็เปลี่ยนจุดขยายให้ไกลหน่อย  เอาจนไม่ปวดหัวไม่ร้อนแล้วก็มีสติผ่านลมหายใจ หายใจเข้า ยาวๆ ซะก่อน แล้วสวดครั้งแรกว่า ทีขังวา อะสะสัญโต อะสะสังวา ปะชานะติ เธอหายใจเข้ายาวๆให้ทั่วถึง ต้องให้หายใจยาวก่อนถ้าอยากให้เป็นอานาปานสติ  ถ้านั่งลืมตาไม่ถนัด ก็ให้หลับตา เพราะในที่นี้ไม่บังคับให้หลับหรือลืมถ้ามันสงบมันจะหลับไปเอง เมื่อเราหายใจเข้าออกลึกๆ ทีนี้ถ้าเรานั่งหลับตาลงแต่อย่าตั้งใจมากจนเกินไปนะถ้าตั้งใจมากเกินไปมันจะกลับมาบีบคั้นเรา ทำเหมือนทำเล่น เหมือนเขาขี่จักรยาน ขี่จักรยานใหม่แต่พอเราตั้งใจมากจนเกินไปมันจะล้ม  มันจะกดจะเกร็ง ถ้าเราขี่เป็นแล้วมันจะไม่กดไม่เกร็งมันจะไปเรื่อยๆ ของมันตามทาง ถ้าเป็นใหม่มันจะคดงอไม่สม่ำเสมอ ถ้าตั้งใจหน่อยมันก็แกว่งก็ล้ม  พอเป็นแล้วเราจะทำยังไงก็ได้  ปล่อยสองมือก็ได้ไม่ล้มนะ จะทรงตัวได้ดี สมาธิมาจากคำว่า สะมะ แปลว่า สม่ำเสมอ สมาธิสม่ำเสมอประคองตัวได้อย่างสม่ำเสมอ หมายถึงความไม่วอกแวก ฉะนั้นเมื่อจิตเป็นปกติ เรานั่งเหมือนนั่งเล่นไม่ต้องตั้งใจแล้วก็หลับตาลง หายใจเข้ายาวๆ หายใจออกยาวๆ  เสียก่อน ตอนหายใจเข้ายาวๆ จะรู้สึกร้อนตามตัวหายใจยาวๆ ละเอียดนะ ยาวๆเข้ายาวๆ ออก สร้างความรู้สึกข้างบนเอาลงข้างล่าง  ภาษาพระ ภาษาบาลี ถาปะนา  ตั้งมันไว้  ไม่ว่าจะเอา ผุสนาจุดที่มันกระทบที่ลมกระทบที่ปลายจมูกรูจมูก หายใจเข้าหายใจออกยาว ๆ    
              ต่อมาข้อที่ ๒  สั้นมันมี ๑๖ ข้อ เราเอา ๔ ข้อก่อนถ้าได้ ๔ ข้อจะถึง อะเสจะนะโก จะถึงความเย็นได้ ข้อ ๔ รัตสังวา อัตสัญโต  หายใจเข้าสั้น ออกสั้นรู้สึกตัวทั่วถึง เราหายใจเข้าสั้นออกสั้นเราไม่ต้องไปบังคับมัน เราปล่อยความรู้สึกให้เป็นไปตามธรรมดาไปเรื่อยๆ สร้างความรู้สึกว่าส่วนบนถ้าจะให้ดีควรตั้งไว้ตรงกระหม่อม ขยับเข้ามาตรงหน้าผากระหว่างคิ้วแล้วปล่อยลมหายใจให้เป็นไปตามธรรมดา  ปล่อยตามสบาย แล้วเพ่งไปสู่จุดเดียวระหว่างคิ้ว ลมหายใจจะสั้นที่สุดที่สุด ลมหายใจจะเบาที่สุด เสียงจะดังขึ้นทางหู หูจะได้ยินเสียงสองคลื่น เสียงจะดังทึงทัง ทึงทัง ดังขึ้นมาดังมาจากสมอง ของหัวใจ เราจะรู้จัก เราจะได้ยิน นั่นคือความละเอียด ของลมหายใจ ตั้งความรู้สึกไว้ตรงนี้แล้วลมหายใจจะน้อยลง น้อยลง จะเริ่มเย็นเวลาพูดมันจะเร็ว แต่เวลาทำมันจะนานมาก ถ้าใครจับจุดได้มันจะเย็นมาก มันจะเริ่มเย็นจากดั้งจมูกมาหน้าผาก แล้วมาหัวเย็นไปตามเส้นประสาทในสมอง ถ้าเย็นๆ อย่างนี้ปวดแข้งปวดขาหายหมดเวลา ๒ ชั่วโมงเดี๋ยวเดียว  ถ้ามองมาถึงตรงนี้ อะเสจะนะ จะชื่นใจจะสนุกจะเป็นกีฬาที่น่าเล่นที่สุด กีฬา ภาษาบาลีแปลว่าเล่น  เป็นอันว่าเวลานี้ลมหายใจละเอียดเข้า ลมหายใจที่เราตั้งอยู่ตรงนี้มันไม่มีอะไรมหัศจรรย์ไปกว่านี้ลูกหลานจะเห็นเองและจะรู้จักเองแล้วจะพูดกันรู้เรื่อง ถ้าพูดล่วงหน้าไปก่อนเดี๋ยวจะรอ แล้วจะเกิดสิ่งมาขวางกั้นคือความอยากนั่นแหล่ะ  เราจะรอคอยแต่เรามีเรื่องมหัศจรรย์นะ มันละเอียดอยู่ตรงนี้ สงบลงตรงนี้ ลมหายใจละเอียดลง ระงับลง เราจะไม่ปวดแข้งปวดขา จะมีความรู้สึกเย็นๆ เย็นขึ้นไปมีลักษณะพิเศษ แล้วเราจะพูดกันทีหลัง  น่าทำที่สุดเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว  เพียงลมหายใจธรรมดาๆมันน่าอัศจรรย์ขนาดนี้ จะไปหาที่ไหนไม่เคยพบเคยเห็นวันนี้เอาแค่นี้ก่อน เอาแค่ลมยาวลมสั้น การที่ลมละเอียดลงละเอียดลง มันจะรู้สึกตัวไปหมดเส้นประสาททุกส่วนมันจะวิ่งไปวิ่งมา เหมือนมันจะรู้แล้วความเย็นแผ่ซ่านมากๆ เข้า ข้อที่ ๔ ว่า ปะสังขารัง กายยะสังขารัง กายสังขารระงับไม่รู้จักเจ็บจักปวด มันจะเบาจะเย็นมันจะระงับ ไปแล้วมันจะเกิดความยินดีปรีดาปราโมทย์  ขึ้นมาใหม่ไม่เคยพบมันก็พบ  ไม่เคยเห็นมันก็เห็น แต่เวลาไกล้หมดแล้วพูดพอเห็นโครงสร้าง ของมันอย่างนี้ พอเรามาถึงเราก็มานั่งตั้งตัวให้สงบ โยกไปโยกมาให้มันเกิดความสมดุลของมัน ย่อตัวให้สุดแล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ลดลงตามความพอดีของมัน แล้วหายใจเข้าหายใจออกยาวๆ เป็นเวลานานพอสมควร เมื่อนานพอสมควรแล้วปรับลมหายใจสั้น สร้างความรู้สึกใดรู้สึกหนึ่งไว้กลางกระหม่อม หน้าผาก หรือระหว่างคิ้วในที่สุดลมหายใจจะสั้นเข้าสั้นเข้า  แล้วลมหายใจจะไม่มีเลย  รู้สึกว่าไม่มีลม เอวังสันโต วาตูวะระติยา ปะภาวะนาโหติ เมื่อเป็นเช่นนี้เมื่อความระงับเกิดขึ้น ลมหายใจเข้าหายใจออกจะไม่ปรากฏ อัสสาสะ ปัสสาสา ปภาวนานะโหติ ลมหายใจเข้าหายใจออกก็จะไม่ปรากฏ อย่ากลัวตายถ้าลมหายใจมันละเอียดลงละเอียดลงแล้วลมหายใจจะไม่เห็นจะไม่มีเมื่อมาถึงจุดนี้จะรู้สึกอิ่มเอิบ ไม่อยากเข้าใกล้ใครกลัวจะมารบกวนเวลาในขั้นตอนต่อไปจึงมีคำว่า ปิติปฏิสังเวที รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปิติ  สุขะปฏิสังเวที รู้พร้อมเฉพาะซึ่งความสุข ถ้าถึงจุดนั้นเราจะรู้จักเอง สมควรแก่เวลาขอความสุขสงบเยือกเย็นแห่งจิตแห่งใจความเจริญในจริยอริยธรรมเจริญก้าวหน้าสัมมาทิฐิถูกต้อง จงเกิดมีแก่จิตแก่ใจในขันธสันดานของท่านทั้งหลายลูกหลานทุกคนทุกท่านเทอญฯ     
                ที่ได้นำเสนอมานี้ก็พอเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ท่านเน้นในเรื่องปฏิบัติ และแนะนำให้เจริญด้วย อานาปานสติกรรมฐาน เพราะเป็นกรรมฐานที่ปฏิบัติง่ายและสะดวกในปฏิบัติมากกว่ากรรมฐานอย่างอื่น ท่านจึงอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด เพื่ออนุเคราะห์ทั้งคนใหม่ และตอกย้ำคนเก่าให้เร่งปฏิบัติเข้ามาก ท่านพยายามปลุกเร้าให้ปฏิบัติ ทั้งพูดให้ฟัง ทั้งทำให้ดู อยู่ให้เห็น ทั้งๆ ที่ยังป่วยเป็นอัมพาส พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ ก็ยังนั่งรถเข็นมา เจริญสมาธิอยู่ร่วมกับ ผู้ไปร่วมปฏิบัติธรรมให้เห็น เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกศิษย์ลูกหา ให้สมกับเป็นครูบาอาจารย์ สำหรับผู้ที่เคยไปมาแล้วก็คงจะประจักด้วยตัวของท่านเอง
                พระอาจารย์สมภพ ท่านได้เทศน์บอรมศิษย์ยานุศิษย์ ทั้งที่วัดของท่าน และที่มานิมนต์ ท่านก็ได้เผยแผ่พระธรรมคำสอน  เพื่อพระพุทธศาสนาอย่างหนัก จนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจของท่าน แบบมอบกายถวายชีวิตให้กับพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว จนร่างกายรับความหนักหน่วงนั้นไม่ได้ จนเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เส้นปสาทข้างขวาไม่ทำงาน เป็นเหตุให้แขนและขาข้างขวาพิการ ในปี พ.ศ.๒๕๔๐ ถึงแม้จะล้มป่วยลง ท่านก็ไม่ทิ้งงานพระศาสนา พอมีเลี้ยวแรงหน่อยก็ เทศเพื่อให้กำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยต่อหน้าที่ จนกระทั่งเส้นเลือดในสมองแตกอีกเป็นครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบันนี้..ท่านก็ยังห่วงใยพระศาสนาอยู่ ถึงแม้จะพูดไม่ค่อยได้ ก็พยายามที่จะพูดหรือเทศให้พระและญาติโยมที่ไปคารวะในงานวิสาขะ ของทุกๆปี เช่น ตัวอย่างตรารางกำหนดงานเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๓
กำหนดการ  วันวิสาขบูชา ประจำ ปี ๒๕๕๓

วันที่
เวลา
รายละเอียด
๒๕ พ.. ๕๓
๐๘.๐๐  น.
๑๔.๐๐  น.
๑๖.๐๐ น.
๑๘.๐๐ น.
๑๙.๐๐  น.
๒๑.๐๐  น.
ลงทะเบียนผู้เข้าปฏิบัติธรรม
ทำพิธีบวชเนกขัมมะ
รับน้ำปานะ และแยกย้ายกันทำภารกิจ
ทำวัตรเย็น
ฟังธรรมเทศนา
พักผ่อน

 ๒๖ พ.. ๕๓



๐๑.๔๕  .
๐๔.๐๐  .
๐๕.๐๐  .
๐๖.๐๐  .
๐๘.๐๐ น.

๐๙.๓๐ น.
๑๐.๐๐ น..
๑๒.๐๐ น.
๑๔.๐๐ น.
๑๖.๐๐  .
๑๘.๐๐  .
๑๙.๐๐  .
 สัญญาณระฆังปลุก,   มาร่วมกันเจริญสมาธิภาวนา
ทำวัตรเช้า
ฟังธรรมิกถาก่อนฟ้าสาง
แยกย้ายทำภาระกิจส่วนตัว
ร่วมกันไหว้พระสมาทานศีล ถวายสังฆทาน
ฟังการกล่าวอนุโมทนาคาถา
พระภิกษุสามเณรพร้อมด้วยชีพราหมณ์  ออกรับบิณฑบาต
พิจารณา,ฉันอาหาร,   เสร็จแล้วแยกย้ายกันไปล้างภาชนะ
พักผ่อน,   เปลี่ยนอิริยาบทตามอัธยาศัย
สัญญาณระฆังร่วมปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนา
แยกย้ายทำภาระกิจส่วนตัว, รับน้ำปานะ
สัญญาณระฆังร่วมกันทำวัตรเย็น
ฟังธรรมิกถาก่อนฟ้าสนธยา

 ๒๗ พ.. ๕๓



๐๑.๔๕  .
๐๔.๐๐  .
๐๕.๐๐  .
๐๖.๐๐  .
๐๘.๐๐ น.

๐๙.๓๐ น.
๑๐.๐๐ น..
๑๒.๐๐ น.
๑๔.๐๐ น.
๑๖.๐๐  .
๑๘.๐๐  .
๑๙.๐๐  .
 สัญญาณระฆังปลุก,   มาร่วมกันเจริญสมาธิภาวนา
ทำวัตรเช้า
ฟังธรรมิกถาก่อนฟ้าสาง
แยกย้ายทำภาระกิจส่วนตัว
ร่วมกันไหว้พระสมาทานศีล ถวายสังฆทาน
ฟังการกล่าวอนุโมทนาคาถา
พระภิกษุสามเณรพร้อมด้วยชีพราหมณ์  ออกรับบิณฑบาต
พิจารณา,ฉันอาหาร,   เสร็จแล้วแยกย้ายกันไปล้างภาชนะ
พักผ่อน,   เปลี่ยนอิริยาบทตามอัธยาศัย
สัญญาณระฆังร่วมปฏิบัติธรรม ( ทำสามีจิกรรม )
แยกย้ายทำภาระกิจส่วนตัว, รับน้ำปานะ
สัญญาณระฆังร่วมกันทำวัตรเย็น
ฟังธรรมิกถาก่อนฟ้าสนธยา

 ๒๘ พ.. ๕๓



๐๑.๔๕  .
๐๔.๐๐  .
๐๕.๐๐  .
๐๖.๐๐  .
๐๘.๐๐ น.

๐๙.๓๐ น.
๑๐.๐๐ น..
๑๒.๐๐ น.
๑๔.๐๐ น.
๑๖.๐๐  .
๑๘.๐๐  .
๑๙.๐๐  .
สัญญาณระฆังปลุก,   มาร่วมกันเจริญสมาธิภาวนา
ทำวัตรเช้า
ฟังธรรมิกถาก่อนฟ้าสาง
แยกย้ายทำภาระกิจส่วนตัว
ร่วมกันไหว้พระสมาทานศีล ถวายสังฆทาน ฟังกล่าวอนุโมทนาคาถา
พระภิกษุสามเณรพร้อมด้วยชีพราหมณ์  ออกรับบิณฑบาต
พิจารณา,ฉันอาหาร,   เสร็จแล้วแยกย้ายกันไปล้างภาชนะ
พักผ่อน,   เปลี่ยนอิริยาบทตามอัธยาศัย
สัญญาณระฆังร่วมทำสามีจิกรรมท่านพระอาจารย์
แยกย้ายทำภาระกิจส่วนตัว, รับน้ำปานะ
สัญญาณระฆังร่วมกันทำวัตรเย็น
ฟังธรรมิกถาก่อนฟ้าสนธยา

 ๒๙ พ.. ๕๓
๐๑.๔๕  .
๐๔.๐๐  .
๐๕.๐๐  .
๐๖.๐๐  .
๐๘.๐๐ น.

๐๙.๓๐ น.
๑๐.๐๐ น..

สัญญาณระฆังปลุก,   มาร่วมกันเจริญสมาธิภาวนา
ทำวัตรเช้า
ฟังธรรมิกถาก่อนฟ้าสาง
แยกย้ายทำภาระกิจส่วนตัว
ร่วมกันไหว้พระสมาทานศีล ถวายสังฆทาน
ฟังการกล่าวอนุโมทนาคาถา
พระภิกษุสามเณรพร้อมด้วยชีพราหมณ์  ออกรับบิณฑบาต
พิจารณา,ฉันอาหาร,  



       แยกย้ายกันเดินทางกลับโดยสวัดิภาพ


***** หมายเหตุ   เวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม


สรุป..... คุณสมบัติพิเศษของท่าน
๑.  เป็นผู้ที่มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง
๒.  นอกจากจะเก่งภาษาอังกฤษ และภาษาแขกด้วย คือท่านสามารถที่ยกตัวอย่างหลายภาษาได้อย่างน่าทึ่งมาก
๓.  ช่ำชองพระไตรปิฎกทั้งบาลีและอรรถกถา เรียกว่าเป็นตู้พระไตรปิฎกเคลื่อนที่
๔.  ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสาน ถือว่าเป็นขุมคลังแห่งปัญญาท้องถิ่น เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ
๕.  ท่านฉลาดใช้ภาษาคือ ในการเทศน์ ท่านสามารถจะประยุกต์ใช้ภาษาท้องถิ่นให้เข้ากับภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เข้ากับกาลสมัย
๖.  จากเหตุผลข้อที่ ๕ จึงทำให้ท่านเทศน์ได้อย่างกินใจ เข้าถึงอารมณ์ทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะไทยอีสานนั้น 
๗. ถ้าพูดถึงพระที่เพียบพร้อมไปด้วยปริยัติ และ ปฏิบัติที่สมบูรณ์นั้น ท่านพระอาจารย์สมภพ ก็อยู่ในระดับดีเยี่ยม
๘. คุณธรรมของท่าน คือท่านมีเมตตา กรุณา มีความเที่ยงตรง อดทน ยอมตายเพื่อธรรมะ มีเป้าหมาย และหลักการที่ชัดเจน มีอุดมการณ์ที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างชนิดที่ตัวตายก็ยอม
๙. ไม่สนใจกับ ยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่รับตำแหน่งใดๆทั้งสิ้น เป็นแต่ พระเพชรเม็ดงาม ของชาวพุทธรูปหนึ่ง
จากการศึกษาประวัติและผลงานของท่านพระอาจารย์สมภพ  โชติปญฺโญ จะเห็นว่าท่านเป็นพระนักเผยแผ่ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม    ประการ  คือ
๑. ปิโย                 เป็นที่รัก คือ เข้าใจถึงจิตใจของผู้ฟัง
๒. ครุ                   เป็นที่น่าเคารพ คือ มีปฏิปทา จริยาวัตร ที่งดงาม
๓. ภาวนีโย          เป็นที่น่าเจริญใจ  คือ มีภูมิปัญญาที่แท้จริง
๔. วัตตา              รู้จักพูดชี้แจงเผยแผ่ให้ได้ผล คือ สามารถอธิบายธรรมให้ง่ายได้
๕. วจนักขโม       อดทนต่อถ้อยคำ  คือ พร้อมที่จะรับฟังคำติชม
๖. คัมภีรัญจ  กถ  กัตตา  คือ  ฉลาดในการเทศน์
๗. โน  จัฏฐาเน  นิโยชเย   คือ  นำทางศิษยานุศิษย์ตามรอยบาทพระพุทธเจ้าทุกประการ
นี้แสดงเพียงตัวอย่างเล็กน้อยเพื่อให้เห็นว่าพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ได้ทุกเทให้กับพระศาสนามากขนาดไหน


[1]  นิสิตครุศาสตร์ เอกสังคมศึกษาปี ๓  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตขอนแก่น










ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น